เศรษฐีผู้รวยด้วยหนูตายตัวเดียว
« เมื่อ: ตุลาคม 20, 2007, 05:18:08 PM »

ออกตัวไว้ก่อนเลยนะครับว่าไปอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "เงินทองกองอยู่ทั่วไป" เล่มเล็ก ๆ สีเหลือง ๆ

แล้วก็ว่าจะนั่งพิมพ์ ให้อ่านกัน คิดไปคิดมาอาจเจอปัญหาเรื่องลิขสิทธ์ เลยลองค้นใน google ก่อนเผื่อจะเจอคนอื่นทำไว้

แล้วก็ไปเจอพี่ที่พันทิพคนหนึ่งพิมพ์ไว้แล้ว เลยก๊อบมาให้เพื่อน ๆ อ่านกันนะครับ

เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว เมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ คับคั่งไปด้วยผู้คนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ยาจก


คนเข็ญใจ ผู้ใช้แรงงาน นักคิด และพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น มีเรื่องของพ่อค้าผู้หนึ่งที่น่าสนใจมาก


เพราะเขาได้ใช้ความเฉลียวฉลาดพาตนเองให้พ้นจากความยากจน กระทั่งในที่สุด ได้รับตำแหน่ง “เศรษฐีแห่งพระนคร”


การจะได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำพระนครนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ใครๆ ก็อาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยได้ แต่การที่จะมั่งคั่ง


ขนาดที่ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาให้เป็นเศรษฐี จำเป็นต้องรวยอย่างแท้จริง รวยจนพระราชาต้องยอมรับ


คฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นี้กว้างขวางใหญ่โต มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่ มีบริวารนับร้อย มีโรงทานที่ให้ทานทุกวันสำหรับผู้ยากไร้ ฯลฯ

...


คราวนี้เรามาดูกันว่าเศรษฐีผู้นี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนแม้แต่น้อย


เศรษฐีผู้นี้เดิมชื่อว่าอะไรนั้น ดูเหมือนผู้คนจะลืมไปเสียแล้ว คนทั่วไปเรียกเขาด้วยฉายาว่า “มุสิกเศรษฐี”


“มุสิกเศรษฐี” นี้เป็นกำพร้า พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก เหลือเพียงตัวคนเดียว สมัยยังหนุ่มเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง


ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะมีคนจ้าง ยากจนมาก และไม่รู้ว่าจะประกอบการงานใดให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้


จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่บริเวณถนนหลวงหน้าบ้านท่านจุลลกเศรษฐี ท่านเศรษฐีกำลัง


จะไปธุระนอกบ้าน แลเห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่กลางถนน ซึ่งยังไม่มีใครเก็บกวาดไปทิ้ง ท่าเศรษฐีได้กล่าวลอยๆ


ขึ้นมาว่า….

...


“คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”

……………………………………………………………

มุสิกเศรษฐีซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงคนกวาดถนนยืนอยู่ตรงนั้น ย่อมได้ยินคำพูดของเศรษฐี ก็เข้าใจว่าท่านเศรษฐี


คงตั้งใจพูดให้ตนเองได้ยิน และคงมองเห็นว่าหนูจะกลายเป็นเงินเป็นทองได้ มุสิกเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาว่า


ตนเองเห็นหนูตายมาหลายครั้งแล้ว ก็รอแต่ว่าให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่มาเก็บไปทิ้ง เมื่อท่านเศรษฐี


พูดเช่นนั้นท่านคงมองเห็นวิธีทำเงินให้งอกเงยขึ้นมาจากหนูตัวนั้น แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป


เราซึ่งเป็นคนยากจนก็ควรจะเชื่อท่านไว้ก่อน

...


คิดได้ดังนั้น จึงหาใบไม้สะอาดๆ มาใบหนึ่ง เก็บหนูตัวนั้นวางบนใบไม้แล้วนำไปที่ตลาด ตั้งใจว่าจะลอง


ไปนั่งขายที่ตลาดดู เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรที่จะเสียเวลาไปตลาด เนื่องจากตนเองก็มีเวลามากมายที่


ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว

...


ทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตาย


เดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน แล้วเข้าไปแจ้งนายของตนเอง พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหาร


ให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้ แมวชอบหนูอยู่แล้ว อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่าจะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว


หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้งแต่ยังไปไม่ถึงตลาด มุสิกเศรษฐีได้เงินมากากณึกหนึ่ง (น้อยมากๆ จนไม่น่าสนใจ)


...

คงจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะว่าเงินเพียงหนึ่งกากณึกจะทำให้มุสิกเศรษฐีรวยขึ้นมาได้อย่างไร


เห็นไหมว่าหนูตายตัวหนึ่งที่เคยแต่ต้องเสียเงินจ้างคนมาเก็บไปทิ้ง ยังสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้ แต่ปัญหาอยู่


ที่ว่าจากนั้นมุสิกเศรษฐีจะทำอะไรต่อไป เพราะคงไม่สามารถหาหนูตายไปขายได้ทุกวัน หรือถึงจะหาได้ คนซื้อ


หนูตายก็อาจจะไม่มีทุกวัน มุสิกเศรษฐีได้แต่นึกถึงคำของท่านเศรษฐีจุลลกะที่ว่า


“คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”


แต่ขณะนั้นมุสิกเศรษฐียังไม่มีลูกเมีย จึงได้แต่มุ่งว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินที่ได้มาจากหนูตายทำให้ตนเอง


ประกอบการงานได้ หัวใจอยู่ที่ว่า


“ต้องใช้ปัญญา”


แล้วมุสิกเศรษฐีใช้ปัญญาอย่างไร



.......................................................



หลังจากที่มุสิกเศรษฐีเที่ยวเก็บหนูตาย และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายใน


ตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เพราะของมีวันหมด


และยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงานด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป


และแล้ววันหนึ่ง หลังจากเที่ยวเสาะหาเศษสิ่งของที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อย


อ่อน มุสิกเศรษฐีก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง พร้อมกับตั้งคำถามกับตัว


เองว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป ปัญญาจะมาจากไหนที่จะสร้างเงินให้


ตัวเองได้

.................................................................


วันนั้นเอง มุสิกเศรษฐีก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผ่านตาตัวเองไปจนชิน โดยที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อน


มุสิกเศรษฐีเริ่มจะ “See the wood from the trees” แบบใน Wink and Grow Rich แล้วล่ะ


.....................................................................


เนื่องจากเมืองพาราณสีนี้มีการบูชาเทพต่างๆ เป็นเรื่องประจำ และราชสำนักก็ใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน


ทุกๆ วันจะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง เดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย


คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น และกลับมาพร้อมดอกไม้ด้วยอาการ


อิดโรยและเหนื่อยล้า เพราะอากาศเริ่มร้อน ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวมุสิกเศรษฐี ทำให้เห็นลู่ทางที่จะ


จะทำเงินหนึ่งกากณึกให้เป็นเงินกหาปณะได้ ( 1 กหาปณะ = 20 มาสก = 4 บาท)


แม้จะไม่มั่นใจนักแต่ก็จะลองดู

มุสิกเศรษฐีนำเงินที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นไปซื้ออ้อยมา แล้วหาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไปตั้งที่ทางเข้าประตูเมือง


ในเวลาสายตอนที่คนเก็บดอกไม้จะกลับมาจากป่า เมื่อคนเก็บดอกไม้เดินผ่านมา ก็เสนอให้ชิ้นอ้อยคนละ


หน่อยแล้วให้ดื่มน้ำหนึ่งซองมือ คนเก็บดอกไม้แต่ละคนไม่ใช่คนมั่งคั่งที่จะมีเงินซื้อน้ำดื่ม แต่พวกเขาก็


พอใจที่ได้บริการจากมุสิกเศรษฐี เพราะพวกเขาก็หิวน้ำ แต่ละคนก็แบ่งดอกไม้ให้คนละกำมือ เมื่อได้ดอกไม้


มาแล้ว มุสิกเศรษฐีก็นำดอกไม้นั้นไปนั่งขายอยู่ที่หน้าเทวาลัยเช่นเดียวกับพ่อค้าดอกไม้คนอื่น


...............................................................................................


แต่แล้วมุสิกเศรษฐีก็คิดได้ว่า ตนเองคงไม่สามารถยึดเอาการบริการน้ำเพียงแค่นี้เป็นการอาชีพได้


เพราะเมื่อผู้อื่นเห็นตนเองทำแล้ว ใครๆ ก็คงจะทำเป็น


...........................................................................................


เอ.........เมื่อไหร่จะเป็นเศรษฐีเสียทีน้อ..............


"คนมีปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมตั้งตนได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อกองไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น"

คิดได้ดังนั้น มุสิกเศรษฐีจึงเปลี่ยนวิธีการ เลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อย


แต่กลายเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้ มุสิกเศรษฐีเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่ไม่แพ้คนเก็บ


ดอกไม้ ขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้ มุสิกเศรษฐีก็ไปซื้ออ้อย และแบกน้ำตามไป นำไปบริการจนถึง


สวนดอกไม้ ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย แต่พวกเขาเก็บ


ดอกไม้ได้นานขึ้น เพราะมีคนยอมหนักแบกน้ำออกไปบริการ เช่นนี้มุสิกเศรษฐีจึงได้ค่าอ้อยและน้ำเป็นดอกไม้


มากกว่าที่จะได้เมื่อบริการที่ประตูเมือง ขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือ


ดอกไม้ แต่ว่าของเบานั้นทำเงินให้เขามากกว่าของหนักที่ไม่มีราคาในตัวของมันเอง แต่ว่าเป็นช่องทางให้


ได้ของเบาคือดอกไม้กลับมา

.....................................................................


เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีไม่ได้เป็นคนเก็บดอกไม้ แต่กลับมีดอกไม้มากกว่าคนเก็บดอกไม้เสียอีก เขาได้สินค้ามาด้วย


การแลกเปลี่ยนกับบริการของเขา ถ้าเราเลือกบริการที่ถูกต้อง คือถูกสถานที่และเวลา ถูกความต้องการของผู้ซื้อ


เราย่อมค้าขายได้กำไร แต่บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าขายของไม่เป็นจะทำอย่างไร


............................................................................


ไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด มุสิกเศรษฐีก็เช่นกัน ไม่เคยขายของ และขายของไม่เป็นจนกระทั่งวันที่เขานำหนู


ตายไปขาย เขารู้แต่ว่าเขาไม่ได้ต้องการดอกไม้ไปบูชา หรือเอาไปร้อยเล่นเป็นเครื่องประดับ แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธ


ที่จะรับดอกไม้มาแทนเงิน เขาต้องใช้ความพยายามอีกส่วนหนึ่งที่จะหาวิธีแปลงสิ่งที่ได้มาให้เป็นสินค้าให้ได้


ถ้ามันยังเป็นสิ่งของอยู่ในใจเขามันก็ไม่เป็นเงิน เหมือนหนูตาย ถ้ามันยังเป็นสิ่งปฎิกูล มันก็ไม่เป็นเงิน เมื่อเริ่มตั้ง


ในใจว่านั่นเป็นสินค้าเมื่อใด เมื่อนั้นสิ่งนั้นจะนำเงินมาให้ มุสิกเศรษฐีทำการบริการช่างดอกไม้อยู่หลายเดือน


รวบรวมเงินได้ 8 กหาปณะ

........................................................


เดากันได้ไหมคะว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรต่อไป


ที่ไหนๆ ก็เช่นเดียวกัน พอเห็นคนมีรายได้ ก็ต้องมีคนทำตาม และก็คงมีคนเก็บดอกไม้บางคนเริ่มได้คิด


แล้วนำน้ำติดตัวออกไปเอง ก็จะมีดอกไม้เหลือมากขึ้น เพราะไม่ต้องแบ่งให้คนขายน้ำ การคิดริเริ่มบางอย่าง


ก็ไปกระตุ้นความคิดให้ผู้อื่นหาทางแก้ปัญหาในทางอื่นๆ ได้ด้วย

......................................................................................


วันหนึ่งโชคก็มาถึงโดยไม่ได้คาดคิด วันนั้นเป็นวันหนึ่งตอนต้นฤดูฝน เกิดมีพายุ ฝนตกหนักและลมแรง



กิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้อ่อนและใบไม้ในพระราชอุทยานถูกลมพัดตกลงมาเกลื่อนกลาด และมีกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาด้วย


คนเฝ้าสวนไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะนำกิ่งไม้เหล่านั้นไปทิ้งให้ได้ในเวลารวดเร็ว เขาเป็นกังวลมากว่าจะจัดการ


อย่างไร พระราชอุทยานจึงจะเรียบร้อยเพื่อรอรับเสด็จ มุสิกเศรษฐีผ่านไปพบพอดี จึงถามคนเฝ้าสวนว่า


“เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่ริมถนน มีท่าทางเป็นกังวลเช่นนี้ เราสิน่าจะกังวลเพราะฝนตกแต่เช้าตรู่ คนเก็บดอกไม้ไม่


ได้ออกไปทำงาน เราจะไม่มีรายได้” คนเฝ้าสวนจึงเล่าให้ฟังว่ามีกิ่งไม้ตกลงมาในอุทยานเป็นจำนวนมาก


และเขาคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี


..................................


ธรรมดาแล้ว สิ่งใดที่มีคนต้องการ สิ่งนั้นจะมีค่า ถ้าเราต้องการฟืน เราก็ต้องซื้อหามาด้วยเงินทอง แต่ถ้าเราไม่ต้อง


การเศษไม้ เศษไม้ก็ไม่มีค่า อาจจะต้องจ่ายค่าจ้างให้คนกำจัดไป ดังเช่นที่คนเฝ้าสวนกำลังประสบอยู่


ดังนั้นในเวลานั้น แรงงานมีค่า แต่ฟืนไม่มีราคาสำหรับเขา เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการกำจัดไป ถ้ามุสิกเศรษฐี


ไปถามซื้อฟืนจากคนเฝ้าสวน แน่นอนว่าเขาจะเริ่มเล่นตัวและโก่งราคา หรืออาจจะขายไม่ได้ เพราะไม้อยู่


ในเขตอุทยาน แต่ถ้ารอให้เขาจ้าง มุสิกเศรษฐีก็คงไม่ได้ค่าแรง เพราะรู้อยู่ว่าคนเฝ้าสวนไม่มีเงินจะจ่ายเป็นค่าจ้าง

.....................................



หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว มุสิกเศรษฐีคิดว่ามีทางได้เงินและได้บุญคุณไปด้วยพร้อมกัน จึงรับอาสาคนเฝ้าสวนว่า


จะนำกิ่งไม้เหล่านี้ออกไปให้โดยไม่คิดค่าจ้าง แต่ขอว่าของที่เก็บเหล่านี้ต้องเป็นของเขา คนเฝ้าสวนก็รับคำ


ว่าเอาไปเถอะ พร้อมกับท่าทางโล่งใจมากที่มีผู้มาช่วย


มุสิกเศรษฐีจึงเดินไปหากลุ่มเด็กรุ่นๆ ที่มักเล่นกันอยู่ประจำที่สนามเด็กเล่นท้ายพระราชวัง พร้อมกับชักชวนว่า


“ไปช่วยเราตัดกิ่งไม้กันเถอะ เรามีน้ำและอ้อยเป็นรางวัล แล้วยังได้ไปเที่ยวเล่นในอุทยาน อันเป็นสถานที่


ต้องห้ามด้วยนะ”


เด็กเหล่านั้นนึกสนุกต่างก็แย่งกันขันอาสาที่จะไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้ เห็นมั้ยคะว่านี่เกิดจากปัญญาของมุสิกเศรษฐี


โดยแท้ ที่ทำให้งานอันต้องใช้เงินจ้าง กลายเป็นของสนุกที่มีเด็กขันอาสามาช่วยกันทำ


ด้วยกุศโลบายของมุสิกเศรษฐี ไม่นานนัก กิ่งไม้ทั้งน้อยและใหญ่ก็ถูกขนมากองไว้ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน

................................


ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปหาพาหนะใดมาช่วยขนไม้ฟืนไปขาย หรือว่าควรจะไปบอกขายของแล้ว


นำผู้ซื้อมารับไปเองดีกว่ากัน ก็พอดีมีช่างหม้อหลวงเดินมา เขากำลังเที่ยวหาฟืนอยู่เพื่อเผาภาชนะดินของหลวง


เมื่อเห็นมุสิกเศรษฐียืนอยู่กับฟืนกองโตเช่นนั้น จึงถามขอซื้อทันที วันนั้นมุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ 16 กหาปณะ


และภาชนะฝีมือประณีต 5 อย่างที่ช่างหลวงสัญญาว่าจะจ่ายเป็นค่าที่เขาไม่ต้องเสียเวลาไปหาฟืน

...................................



เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีได้เงินจากพระราชาด้วยไม้ของพระราชานั่นเอง

มุสิกเศรษฐีนั้นคิดว่าเมื่อมีเงินแล้วก็ต้องรู้จักใช้เงิน และการใช้เงินทางหนึ่งก็คือแบ่งปันให้กับผู้อื่นบ้าง


แม้เมื่อยังมีเงินน้อยอยู่ ก็สามารถทำได้ มุสิกเศรษฐีคิดว่าตนเองเคยกระหายน้ำมาก่อน และหาน้ำดื่มไม่ได้


เวลาที่กระหาย จึงเริ่มตั้งตุ่มน้ำไว้บริการคนหาบหญ้า 500 คนด้วยน้ำดื่ม แม้เงินที่ได้จากช่างหม้อจะไม่มาก


มายนัก แต่การให้น้ำก็ไม่ได้ต้องการเงินมากมายอะไร เพียงแต่คอยดูแลให้มีน้ำอยู่เสมอทุกวัน

...................................

คนหาบหญ้าก็รู้สึกขอบใจมุสิกเศรษฐี และหวังตอบแทนน้ำใจเขา แต่เขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน


เขาเพียงแต่บอกคนหาบหญ้าว่า เมื่อใดต้องการความช่วยเหลือแล้วจะบอก เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะ


ต้องการความช่วยเหลือ แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับคนไร้ญาติมิตรอย่างเขา ที่จะมีมิตรอยู่ทั่วไป


โดยอาศัยความเอื้อเฟื้อเป็นผู้นำทาง

...........................


ต่อมาเมื่อมุสิกเศรษฐีมีเวลาและมีเงินมากขึ้น และเห็นว่าสิ่งที่ตนให้นั้นเป็นประโยชน์ เขาก็ได้ตั้ง


ตุ่มน้ำไว้ให้คนเรือด้วย คือตั้งไว้ในทางที่คนเรือต้องสัญจรผ่าน เขาจึงสามารปลูกไมตรีไปทั่ว


ด้วยประการดังนี้

.......................................


แล้ววันหนึ่งก็เป็นวันที่ไมตรีผลิผลโดยที่มุสิกเศรษฐีไม่ได้เรียกร้อง วันนั้นคนทำหญ้าคุยกันว่า


วันรุ่งขึ้นจักมีพ่อค้าพาม้ามา 500 ตัว และคนทำหญ้าก็เล่าให้มุสิกเศรษฐีฟังด้วย เป็นไมตรีที่ผู้หยิบ


ยื่นก็ไม่รู้ว่า กำลังยื่นทองคำมาให้เขา เพราะพวกเขาคุยกันเฉยๆ และก็คุยให้มุสิกเศรษฐีฟัง


มุสิกเศรษฐีจึงว่า “แน่ะท่าน ท่านเคยถามว่าข้าพเจ้าต้องการอะไรตอบแทนที่ข้าพเจ้านำน้ำมาเลี้ยง


พวกท่านทุกวัน ข้าพเจ้าจะขอท่านล่ะ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าขอหญ้าจากท่านคนละกำ และถ้าข้าพเจ้ายัง


ไม่ได้ขายหญ้า ขอท่านอย่าขายจะได้หรือไม่”


คนทำหญ้าต่างก็รับปากกันอย่างแข็งขัน พากันกล่าวว่า “ขอเพียงแค่นี้ทำไมจะไม่ได้”

...................................


วันรุ่งขึ้น คนหาบหญ้าก็ให้หญ้าแก่มุสิกเศรษฐีคนละกำ 500 คนก็ 500 กำ นำมาไว้ให้ถึง


ประตูบ้านเลยทีเดียว ตกบ่ายวันนั้น พ่อค้าก็เดินทางมาถึงพาราณสี แต่ก็ต้องประหลาดใจมาก


ที่หาซื้อหญ้าไม่ได้ แม้จะตระเวนไปทั่วพระนครแล้วก็ตาม คนทำหญ้าไม่รู้หายไปไหนหมด


เขาเห็นหญ้ากองอยู่หน้าบ้านมุสิกเศรษฐี จึงมาอ้อนวอนขอซื้อ จะราคาเท่าใดก็ได้ เพราะ


ม้าต้องกินหญ้า จะปล่อยให้ม้าอดอยากผอมโซก็คงขายไม่ได้ราคา และเขายังต้องอยู่ในเมือง
อีกหลายวัน


มุสิกเศรษฐีจึงขายหญ้าให้พ่อค้าแต่เพียงผู้เดียวในวันนั้น วันต่อๆ มา คนทำหญ้าก็เป็นผู้ขาย


หญ้าตามปกติ มุสิกเศรษฐีขอให้พวกเขาขายทีหลัง พวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อน


เพราะการที่ม้าเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องของความต้องการที่เกินกว่าปกติ


และเกินต่อมาอีกหลายวัน ต่างคนต่างก็ได้เงินจากการขายหญ้าจำนวนมากด้วยกันทั้งหมด


...........................................


แต่มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์มาจากการขายหญ้าเพียงวันเดียวนั้นถึง 1,000 กหาปณะ


จากหญ้าจากปกติที่ไม่เคยมีราคาค่างวดเท่าใด กลับขายได้ถึงกำละ 2 กหาปณะ


เพราะ “ของที่หายาก ย่อมมีราคาเสมอ”


........................................

หลังจากที่หาเงินได้ถึง 1,000 กหาปณะแล้ว มุสิกเศรษฐีจึงหาลู่ทางทำมาหากินอย่าง


เป็นเรื่องเป็นราว เขาตั้งร้านค้าเล็กๆ และเก็บเงินส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์สินเงินทอง


ของมีค่า แต่จุดหักเหในชีวิตของเขายังมีอีก

...............................


วันหนึ่ง มีเรือสินค้าเข้ามา เรือลำนี้เป็นเรือใหญ่มาจากแดนใต้ ในเวลานั้นคน


กำลังรอสินค้าหลายอย่าง ด้วยเพิ่งพ้นฤดูมรสุม เรือลำนี้บรรทุกสินค้า


หลายชนิดซึ่งเป็นที่ต้องการ คนที่ทำงานทางน้ำได้รับรับข่าวส่งต่อๆ กันมา


และเล่าให้มุสิกเศรษฐีฟัง เขาจึงเห็นลู่ทางที่จะทำเงินได้จากการรู้ข่าวล่วง


หน้าก่อนคนอื่น มุสิกเศรษฐีใช้เงิน 8 กหาปณะเช่ารถคันหนึ่ง


ออกไปยังท่าเรือพร้อมบริวารก่อนเรือจะเทียบท่าเสียอีก ก่อนที่พ่อค้าคนอื่น


จะได้ข่าวหรือเตรียมตัวทัน เขาแต่งกายและตระเตรียมเครื่องใช้


อันจำเป็น เพื่อให้มีมาดของผู้มียศ แล้วตั้งวงม่านกั้นแดดกั้นลม


เพื่อสร้างอาณาบริเวณที่จะกันมิให้ผู้อื่นเข้าถึงตัวเขาได้ง่าย


อันเป็นวิสัยของผู้มียศ และเป็นวิธีสร้างโอกาสในการต่อรองราคาสินค้า


..........................................


มุสิกเศรษฐีได้พบกับนายเรือที่เดินทางล่วงหน้ามาด้วยเรือลำเล็กเข้ามาก่อน


และสอบถามเรื่องสินค้าที่บรรทุกมา พร้อมทั้งต่อรองราคาจนเป็นที่พอใจ


ทั้งสองฝ่าย แล้วจึงมอบแหวนวงหนึ่งเป็นค่ามัดจำสินค้า


........................


หลังจากเจรจาการค้าเรียบร้อยแล้ว มุสิกเศรษฐีก็พำนักรอในวงม่าน


และสั่งบริวารว่า ถ้ามีใครมาขอพบให้อิดออดอยู่ 3 ครั้งก่อน


พวกพ่อค้า 100 คนในเมืองพาราณสี เมื่อได้ทราบว่าเรือเข้าเทียบท่า


จึงพากันออกไปเลือกซื้อสินค้า แต่ต่างก็ต้องผิดหวัง เพราะนายเรือแจ้งว่าได้


ตกลงขายสินค้าทั้งลำเรือให้แก่พ่อค้าคนที่พำนักอยู่ในวงม่านนั้นหมดแล้ว


พวกพ่อค้าทั้งหลายต่างก็ทราบดีว่าสินค้าในเรือนั้นเป็นสินค้าคุณภาพดี


เป็นที่ต้องการของชาวเมือง แม้แต่พระราชาก็ยังต้องการ พวกเขาจำเป็น


ต้องมีสินค้าขาย จึงพากันมาพบมุสิกเศรษฐี เพื่อขอซื้อสินค้า

...........................


บริวารของมุสิกเศรษฐีก็ทำตามคำสั่ง คือประวิงเวลาไว้ จนพ่อค้าแต่ละราย


กระวนกระวายร้อนใจ จึงเปิดทางให้พบ พวกพ่อค้าเหล่านั้นสรุปการตกลงทาง


การค้าได้ว่า พวกเขายินดีเข้าหุ้นกับมุสิกเศรษฐี ทำให้มุสิกเศรษฐี


ได้เงินมา 100,000 กหาปณะ เพื่อให้พวกพ่อค้าเป็นหุ้นส่วนในสินค้าทั้งลำเรือ



.......................................................

เมื่อพวกพ่อค้าคิดกันต่อไปว่า จะจัดแบ่งสินค้ากันอย่างไรระหว่าง


มุสิกเศรษฐีกับพวกพ่อค้า เพราะเมื่อแบ่งสินค้ากันแล้ว มุสิกเศรษฐีก็


จะเป็นผู้ที่มีสินค้าในมือมากที่สุด คือถึงกึ่งหนึ่งของที่พวกพ่อค้ามี


พวกพ่อค้าจึงได้ข้อเสนอใหม่ว่า พ่อค้าแต่ละคนต่างก็ตกลงจ่ายเงิน


ให้มุสิกเศรษฐีอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เขาปล่อยหุ้น พ่อค้าแต่ละคน


ก็จะได้เหมาสินค้าส่วนที่ตนต้องการไปเป็นของร้านค้าตนทั้งหมด


เท่ากับว่ามุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์จากการขายสินค้าครั้งนี้ 200,000 กหาปณะ



จากแหวนเพียงหนึ่งวงที่ใช้มัดจำค่าสินค้า เหลือเชื่อไหมคะ.....


....................................


มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ครั้งนี้มาด้วยปัญญาโดยแท้


เขาได้ข่าวสารก่อนผู้อื่น.......... แล้วข่าวสารนี้เขาได้มาอย่างไร…….


ได้มาจากความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้คนทั่วไป ผู้ที่ให้ข่าวสารก็ไม่ได้ตั้งใจ


อยู่ที่ปัญญาของผู้รับฟังที่จะถอดรหัสข่าวสารออกมาเป็นวิธีการที่จะสร้างกำไร



...........................


อาจมีผู้สงสัยว่า เหตุใดมุสิกเศรษฐีไม่เป็นผู้ขายสินค้านั้นเองบ้าง


แทนที่จะขายให้พ่อค้าอื่นไปจนหมด ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก


สิ่งที่มุสิกเศรษฐีคิดก็คือ เขาต้องรู้จักประมาณตนเอง และรู้ว่าเมื่อใด


ควรจะจบเรื่อง เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เขารู้ว่าต้องมีเงินบ้างจึง


จะเจรจาจนกระทั่งทำให้นายเรือเชื่อถือและรับมัดจำไว้ แต่เขาก็ไม่ได้


มีเงินมากมายพอที่จะซื้อสินค้ามาไว้ในมือจำนวนมากได้ เขาเพียง


แต่กะเก็งความต้องการของพ่อค้าอื่นๆ และฉวยโอกาสเท่าที่โอกาส


เปิดให้เท่านั้น อีกประการหนึ่ง เขาไม่ต้องการแข่งขันกับพ่อค้าอื่นๆ


ที่เขาขายสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว จะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น


ตราบเท่าที่เขายังมีปัญญา เขาต้องหาทางก่อร่างสร้างตัวด้วยกิจการอื่น


ที่ได้ประโยชน์ต่อผู้อื่น และไม่เบียดเบียนผู้ที่ทำกิจการอยู่แล้ว



.....................


มุสิกเศรษฐีได้เงินมา 200,000 กหาปณะ ซึ่งมากมายล้นเหลือใน


ชีวิตของเขา ถ้าเป็นเรา เราจะนำเงินนั้นไปทำอะไร ลองคิดกันดูนะคะ


............................








นี่เป็นวิธีใช้เงินของมุสิกเศรษฐี


เมื่อเขาได้เงินมานั้น ก็มาคิดได้ว่าที่เขามีทรัพย์ได้ถึงเพียงนี้


ก็เพราะท่านจุลลกะ เป็นผู้ชี้เรื่องหนูตาย ทำให้เขาได้ความคิด


เขาควรมีกตัญญู เขาจึงไปขอพบท่านจุลลกเศรษฐี แล้วแบ่งทรัพย์ให้ท่ากึ่งหนึ่ง


ในชั้นต้น ท่านเศรษฐีสงสัยว่า เขาแบ่งทรัพย์ให้ท่านทำไม


เขาจึงเล่าเรื่องนับแต่ได้หนูตายให้ฟัง ท่านเศรษฐีได้รับฟังแล้วจึงพอใจ


ในความมีกตัญญูและรู้จักหาทรัพย์ของเขา จึงได้ยกธิดาให้เป็นภริยาของเขา


ทั้งสองสามีภรรยาก็ได้ทำงานมีกิจการของตนเอง เมื่อจุลลกเศรษฐีถึงแก่กรรม


พระราชาจึงแต่งตั้งให้มุสิกเศรษฐีเป็นเศรษฐีแห่งพาราณสีสืบมา


--------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ คิดว่านิทานเรื่องนี้คงช่วยให้เพื่อน ๆ ได้ข้อคิดอะไรบางอย่างกับการทำธุรกิจบ้างนะครั
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...