ทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้จอภาพ เพื่อเอาไว้ดู Free TV, Cable TV หรือเครื่องเล่น DVD หรือ

แม้กระทั่งเครื่องเล่น Bluray disc แล้วนะครับ อีกหนึ่งเครื่องเล่น ที่มีประโยชน์มากนั่นคือ

เครื่องคอมพิวเตอร์ นั่นเองครับ


การเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์กับทีวี ฟังดูแล้ว อาจจะดูแปลก แต่จริงๆแล้ว มันไม่ต่างอะไร

กับที่

เราเสียบสายมอนิเตอร์ เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เลย เพียงแต่อาจจะสับสนเพราะ มันมี

มากกว่า 1 จอนั่นเอง


จุดประสงค์ที่ผู้ใช้ต้องต่อจอเสริม เข้ากับคอมพิวเตอร์นั่นก็เพราะว่า


7


รูปภาพจาก harvard


พรีเซนต์งาน บนจอที่ใหญ่ขึ้น หรือ ใช้เครื่องฉายโปรเจคเตอร์


เป็นเรื่องปกติแล้วหละครับ ปัญหาหลักๆคือ โน้ตบุคสมัยนี้ มาเป็น Widescreen

แต่โปรเจคเตอร์ที่โรงเรียน หรือ ออฟฟิศนั้น ยังเป็นรุ่นเก่าอยู่ ไม่รองรับ widescreen

เลยทำให้ต้องมีการปรับสัดส่วนภาพใหม่ ความละเอียดก็ผิดเพี้ยนไป ทำให้ไม่สามารถ

พรีเซนต์งานได้มีประสิทธิภาพได้ตามต้องการ


99


รูปภาพจาก se-ed


รับชมภาพยนตร์ วีดีโอไฟล์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์


สมัยนี้คนนิยมที่จะโหลดภาพยนตร์แบบ HD มาเก็บไว้ใน Harddisk กัน นอกจากจะเก็บ

ได้ทนทาน เก็บได้เยอะ และ ราคาไม่แพงแล้ว ยังสามารถปรับ configure อะไรได้สารพัด

อีกตังหาก (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้ครับ) ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งคือ สัดส่วนภาพ

ของโน้ตบุคที่ส่วนมากยังเป็น 16:10 ต้องมาเจอหนังที่เป็น 16:9 หรือ panoramic ถ้าเรา

ตั้งความละเอียดไม่ถูก ก็จะทำให้สัดส่วนหนังผิดแปลกไปนะครับ


81


รูปภาพจาก tradingcomputers


ขยายจอภาพเดิมที่มีขนาดเล็ก ให้ใหญ่ขึ้น มีพื้นที่การทำงานที่กว้างขึ้น


บางคนใช้จอเดียว ทำงานเกี่ยวกับกราฟฟิก บางทีตัวชิ้นงานก็เต็มจอละ ยังมีพวก

tools / panel อะไรต่อมิอะไร เขาคงอยากจะขยายจอ แล้วให้จอเสริม ในการวาง

เครื่องมือ (เหมือนที่เราเห็นในหนัง มี 3-4 จอ ต่อๆกัน ดูโปรมากๆเลยครับ)


แล้วเราจะต่อจอเสริม ยังไงดีหละ???


1. ก่อนอื่นเลย คุณต้องมีจอภาพ มากกว่า 1 จอ จะเป็นจอ CRT, LCD, Plasma,

Projector อะไรก็ว่าไปครับ


2. ทำการสำรวจ ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โน้ตบุค คุณมีพอร์ตที่จะต่อจอนอก

ได้อีกหรือเปล่า อาจจะเป็น Composite out (สายAV หัวสีเหลือง), S-video (มีสอง

แบบ 4 กับ 6 pin), RGB, DVi, HDMI, Display port และ ก็ดูว่า บนจอภาพของคุณ

มีช่องต่อสัญญาณขาเข้าอะไรให้เชื่อมต่อบ้าง (ไม่นับช่องเสียบเสาอากาศ/

Scart/RCA นะครับ)


สำหรับทีวีรุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีช่องต่อคอมพิวเตอร์โดยตรง การ์ดจอต้องรองรับ Tv-out

ครับ บนการ์ดจอจะมีพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งต่อไปนี้ให้เลือกใช้ครับ


1


รูปภาพจาก wheethet


av-cable


- Composite out (รูป C) นี้เป็นแบบเก่าน่ะครับ ความละเอียดไม่สูงมาก

แต่มันก็เหมาะสำหรับทีวี รุ่นเก่าๆน่ะครับ


svideo-cable


- S-video สายแบบนี้มีสองแบบ คือ 7pin (รูปB) กับ 4pin (รูปA) อยากให้ดูว่า ที่อยู่ที่

คอมเรา กับ ทีวีเรา เป็นแบบกี่pin แล้วซื้อสายมาต่อให้ถูกแบบน่ะครับ เพราะถ้าต่อผิด

สีมันจะไม่ออกครับ .. ทีวีบางเครื่องอาจจะไม่มีพอร์ตนี้ ก็ต้องไปซื้อสายแปลงจาก

S-video to Composite มาต่อหละครับ.. ส่วนคุณภาพนั้น ดีกว่า Composite นิดนึง


13


รูปภาพจาก lindy


ถ้าคอมพิวเตอร์ใครไม่มี TV-out กับพอร์ตที่ผมว่าไปนั้น ก็ต้องไปซื้อกล่องแปลงสัญญาณ

ราคาก็พันต้นๆขึ้นไปครับ (ขึ้นอยู่กับความละเอียดของ output) และ พอร์ตสองแบบนี้

คุณภาพอาจจะไม่สูงมาก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานพวก วีดีโอคลิป โปรแกรมคาราโอเกะ

หรือ พรีเซนต์งาน ตัวอักษรอาจจะไม่คมชัด ทั้งนี้เพราะเป็นข้อจำกัดของสายครับ


สำหรับทีวีรุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น LCD TV, Plasma TV, LCD Monitor, Projector

จะมีการรองรับการต่อคอมพิวเตอร์ เราจะคุ้นกับพอร์ตพวกนี้ขึ้นมาหน่อยครับ


501-61_lg



รูปภาพจาก sandberg

- RGB พอร์ตนี้เรารู้จักตั้งแต่เราเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ แล้วครับ คุณภาพค่อนข้างจัดว่า

ดีเลยทีเดียว แต่เป็นระบบ Analog ซึ่งสามารถถูกคลื่นรบกวนได้ง่าย แต่ทุกวันนี้ก็ยังใช้

อยู่ครับ เพราะราคาไม่สูงมาก..


2


รูปภาพจาก socalelectronics


สำหรับ ทีวีเครื่องใด ที่มีช่องต่อ DVD Component (แบบแยกสี 3 สี) แต่ไม่มีช่อง RGB

คุณสามารถ ไปหาซื้อสายแปลงจาก RGB to DVD Component ได้ครับ


6


รูปภาพจาก xbitlabs


บางการ์ดจอ แถมสายแปลงจาก mini RGB (ใช้พอร์ตร่วมกับ S-video แต่แยกออกมา

เป็นสามเส้น สามสี ไว้ต่อ Component ครับ) แต่ใช้สาย Component จะตั้งความละเอียด

ได้ไม่สูงนะครับ


dvi_cable



รูปภาพจาก global-b2b-network

- DVi พอร์ตนี้เป็นการพัฒนาต่อมาจาก RGB เพื่อเปลี่ยนการส่งสัญญาณ จาก Analog

ให้เป็น Digital ภายในสายสัญญาณ จะมีการส่งแค่ข้อมูล 0 กับ 1 เท่านั้น เราจะมั่นใจได้ว่า

ข้อมูลจะถูกส่งไปครบ โดยไม่มีคลื่นมารบกวนได้ และ แน่นอนว่า คุณภาพของ DVi

จะต้องดีกว่าแน่ๆ


attachment


รูปภาพจาก Wikipedia


DVi เขามีหลายแบบให้เลือกนะครับ เวลาเลือกซื้อสายก็ต้องเชคให้ดีๆก่อนนะครับ


4


รูปภาพจาก dansdata


ถ้าคอมพิวเตอร์ใครมีพอร์ต DVi-i แต่จอภาพมี RGB ก็สามารถซื้อหัวแปลงได้นะครับ

เพราะ DVi-i รองรับทั้ง analog และ digital ครับ


hdmi_cable


รูปภาพจาก computerheaven


- HDMI พอร์ตนี้ จะมีความเป็น multimedia มากขึ้นครับ เพราะพอร์ตนี้ สามารถส่ง

ข้อมูล ได้ทั้งภาพและเสียงระบบรอบทิศทาง และยังเป็นระบบดิจิทัลอีกตังหาก อีกทั้ง

พอร์ตยังมีขนาดเล็ก และ ไม่ต้องขันน๊อตให้แน่นขณะเสียบสายอีกครับ ตอนนี้โน้ตบุค

หลายๆรุ่นก็เริ่มจะใส่พอร์ตนี้เข้ามาให้แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นที่นิยมมากเลยครับ


3


รูปภาพจาก tradeboss


พอร์ต HDMI นี้สามารถซื้อตัวแปลง HDMI to DVi ได้นะครับ หรือจะแปลงต่อไปเป็น

RGB ก็ได้ แต่แน่นอนว่า เสียงจะไม่ออกครับ อาจจะต้องใช้เสียงจาก sound card

แทนนะครับ


dp-mm-3


รูปภาพจาก electronicplus


- Display port พอร์ตนี้เป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งสิ้นปี ถึง ปีหน้า น่าจะเห็นได้เด่นชัด

มากกว่าตอนนี้ ซึ่งตามเสปค นั้นดีกว่า HDMI ครับ พอร์ตนี้ผมยังไม่ขอพูดถึงแล้ว

กันนะครับ เพราะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก


12


รูปภาพจาก tcmagazine


หลังจากสำรวจ และ จัดแจงซื้อสาย มาต่อแล้ว ก็ทำการขั้นต่อไปต่อเลยครับ


3. ลง driver การ์ดจอ ใครใช้ nVidia, ATi, Intel, S3 ก็จัดแจงลง driver ให้ครบถ้วน

นะครับ แล้วทำการเสียบสาย ถ้าโน้ตบุคใครมีฟังค์ชั่นการ Presentation ก็ต้องเปิดนะครับ

อาจจะต้องกด Fn+F4 หรืออะไรพวกนี้นะครับ ไม่ยังงั้นคอมพิวเตอร์ จะมองไม่เห็นจ

อภาพ ครับ


ยังไม่จบนะครับ คลิกหน้าต่อไป จะมีวิธีการตั้งค่าต่างๆในคอมพิวเตอร์ ต่อนะครับ…


ต่อกันเลยนะครับ


4. ทำการตั้งค่าครับ


โดยทั่วไป โหมดการแสดงผลจะมี อยู่ 3-4 โหมด ดังนี้ครับ


- Single Display คือเลือกไปเลย ว่าจะแสดงผลออกจอไหนสักจอหนึ่ง


single1


จะเลือกได้ครับว่าจะเอาจอไหน สักจอหนึ่ง


single2



- Clone หรือ Mirror คือทำให้สองจอ แสดงผลเหมือนๆกัน และ ความละเอียด

ต้องเท่ากัน ถ้าจอหลัก เป็นสัดส่วน 4:3 แต่จอเสริมเป็น 16:9 มันจะใช้ความละเอียด

ของจอหลัก นั่นหมายความว่า บนจอเสริม ภาพจะยืดกว้างออกไป แต่ถ้าสองจอมี

สัดส่วนเท่ากัน แต่จอหลักความละเอียดสูงสุดที่ 1280×1024 แต่จอเสริมความ

ละเอียดสูงสุดที่ 800×600 จอหลักก็จะต้องปรับลดความละเอียดลงไปที่ 800×600

นะครับ จะทำให้แสดงผลออกมาใหญ่แปลกๆน่ะครับ


clone


- Dual View คือ ทำให้สองจอ เป็นอิสระต่อกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำงาน

เหมือนคอมพิวเตอร์สองเครื่องนะครับ แต่ถ้าคุณตั้งจอเสริมของคุณเป็น Secondary view

เวลาคุณเริ่มใช้งาน จอเสริมจะมีแต่ wallpaper แต่ถ้าคุณลากหน้าต่างโปรแกรม

ไปทางขวาของจอ (ซ้ายก็ได้ แล้วแต่ตั้ง) หน้าต่างนั้นจะไปแสดงจอเสริม ถ้าคุณกด

ขยายให้เต็มจอ ก็จะเต็มจอแค่บนจอเสริม โดยที่ task bar จะอยู่แค่บนจอหลักเท่านั้น

และ โหมดนี้ คุณสามารถตั้งได้เลยว่า จอหลักจะใช้ความละเอียดเท่าไร และ จอเสริม

จะใช้ความละเอียดเท่าไร หมดปัญหาเรื่องสัดส่วนที่ไม่ตรงกัน ของ Clone ไปเลยครับ


dual


dual2


เลือกได้ครับว่าจะให้จอไหนเป็นจอหลัก จอไหนเป็นจอเสริม


reso1


reso2


เมื่อใช้โหมด Dual view เราสามารถเลือกปรับความละเอียดของแต่ละจอได้อย่าง

อิสระเลยครับ


- Extend โหมดนี้ จะทำการขยายหน้าจอหลักไปอีก นั่นหมายความว่า ถ้าคุณต่อ

สองจอเข้าด้วยกัน จอคุณจะยาวยืด ไป ถ้าคุณเปิดโปรแกรมแล้วขยายให้เต็มจอ ครึ่งจอ

จะอยู่ที่แต่ละจอ ถ้าคอมคุณมี 2 การ์ดจอ คุณก็สามารถต่อได้มากสุดถึง 4 จอเลยทีเดียว

อลังการมั่กๆ โหมดนี้จะมีประโยชน์ สำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่การทำงานกว้างๆ เช่นอยาก

ให้ tools อยู่จอขวา msn อยู่จอขวา แต่โปรแกรมทำงาน graphic อยู่จอซ้าย อะไร

ประมาณนั้นครับ


extend


รูปภาพจาก dcviews


สำหรับจอภาพที่มีสัดส่วนประหลาดๆ


อย่างตัวอย่างของผมนี่หละครับ ผมใช้ Plasma Panasonic PV8MT เป็นจอขนาด 42 นิ้ว

สัดส่วน 16:9 ความละเอียดขนาด HD-ready ซึ่งความละเอียดที่ควรจะเป็นคือ 1366×768

ถ้าหารๆจนได้สัดส่วนจะได้ 16:9 แต่ทว่า ตามเสปค จอนี้มีความละเอียด 1024×768 ถ้าหารๆ

จนได้สัดส่วน ก็จะได้ 4:3 !! อ้าว งานเข้าสิครับ ไหงเป็นงั้น แล้วจะตั้งค่าไงหละนี่?!?


ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับ ถ้าเราใช้สายDigital (DVi, HDMI, Display port) ใน driver

จะมี HDTV settings ให้เราเลือกปรับ กว้างxยาว ได้เองครับ ไม่ต้องกลัวว่าสัดส่วน

จะผิดเพี้ยนไปนะครับ อย่างในตัวอย่างนี้ผมเลือกให้เป็น Dual view จะได้เลือกปรับ

ความละเอียดได้อย่างอิสระ จอหลักก็ใช้ความละเอียดเดิม บนจอเสริมที่มีปัญหา

ผมก็จับ scale ใหม่ซะ


resize



เลือก resize desktop ครับ แล้วบนจอ TV จะขึ้นอย่างรูปข้างล่างนี้ครับ

img_1122


ให้เราปรับค่า โดยให้ลูกศรอยู่ตรงมุมขอบจอทั้งสี่ แล้วถึงกด OK เป็นอันเสร็จครับ


สำหรับการเซต 24P เพื่อให้ได้ความละเอียด Full HD


มาตรฐานที่ดีที่สุดในการรับชมภาพทุกวันนี้ คงหนีไม่พ้น Full HD ที่ความละเอียด

1920×1080 refresh rate 24Hz หรือเรียกสั้นๆว่า 24P นะครับ ถ้าเราใช้สาย HDMI

ต่อเข้า เขาจะมีให้เลือก output เลย ว่าเราจะใช้ความละเอียดเท่าไร อัตรา refresh rate

ที่เท่าไร ครับ


hdtv1


ในกรอบมีทั้ง 1080p 50Hz และ 1080P 24Hz มาให้ครบเลยครับ


hdtv2


สำหรับจอ HD ready อย่างที่ผมใช้อยู่ ใช้ 720p กำลังดีเลยครับ



ค่าที่จำเป็นต่อการ set up ก็ครบถ้วนแล้วนะครับ นอกจากนั้นต้องลองเล่นดูน่ะครับ

ยังมีโหมดให้ปรับแสง ปรับสีอีก


ในเมื่อภาพไปแล้ว เสียงก็ต้องไปด้วย จริงมั๊ยครับ ตรงนี้ผมอธิบายสั้นๆแล้วกัน


ถ้าคุณจะต่อภาพจากคอมพิวเตอร์เข้าจอภาพโดยตรง ถ้าใช้สาย HDMI จะไม่มีปัญหาครับ

เพราะสายนี้ จะส่งได้ทั้งภาพและเสียง แต่ถ้าเป็นสายประเภทอื่นๆ จะส่งสัญญาณได้แค่ภาพ

ฉะนั้นเราก็ต้องหาสายสัญญาณ มาต่อครับ โดยทั่วๆไป ข้างๆพอร์ตที่ใช้เชื่อมต่อภาพ

จะมีช่องต่อเสียง ก็ต้องดูนะครับ ว่าเป็นสายแบบไหน แล้วหาซื้อสายให้ถูก นะครับ


cable_audio_pc audio-cable


รูปภาพจาก ust, tmponline


หรือถ้าเราจะนำเสียงจากคอมพิวเตอร์ ไปต่อผ่านแอมป์ ให้เขาขยายอีกทีหละก็ ก็ต้องดู

ว่าการ์ดเสียงเรามีช่องต่อสัญญาณอะไรให้ต่อบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Optical หรือ

จะเป็น Coaxial


qed_optical_cable rca-digital-coaxial-premium


รูปภาพจาก qedperformance-uk, cablewholesale




ก่อนจะจบนี้ ผมขอสรุปเลยแล้วกันว่า ถ้าจอภาพทั้งสองของเรามีสัดส่วนภาพไม่ตรงกัน

ควรเลือกใช้โหมดที่ทำให้สัดส่วนภาพของเราไม่ผิดไป นั่นคือ Single view กับ Dual view

แต่ถ้าสองจอมีสัดส่วนเท่าและความละเอียดสูงสุดเท่ากัน ก็ถึงใช้ Clone จะสะดวกดีครับ

ตอนนี้ก็มีจอรุ่นใหม่ๆบางรุ่น ที่เป็น USB ที่ทำให้การต่อจอเสริมเป็นเรื่องง่ายแล้วครับ

ถ้ามีโอกาสคงได้นำมาทดสอบกันนะครับ


ยังไงก็ขอให้สนุกกับการใช้จอเสริมนะครับ การตั้งค่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย

(จริงหรือเปล่าครับ T.T)


ที่มาข้อมูล http://www.lcdspec.com/web/?p=2181

0 comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...