"ซื้อดีมั้ย iPad2?" คำถามนี้คงหมุนติ้วๆอยู่ในหัวของหลายต่อหลายคน หลัง iPad2 เปิดขายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปหมาดๆเมื่อเดือนที่แล้ว กอรปกับราคา iPad รุ่นแรกก็กำลังดิ่งลงเหว หลายคนเลยเกิดอาการของใหม่ก็อยากได้ ของเก่าก็น่าใช้ ทำยังไงดีนะ…ไหนจะ Android ที่กำลังมาแรงสุดๆอีก เกิดอาการข้อมูลล้น จน Error ฉบับนี้เราเลยขอนำ iPad2 มาล้วงลับกันแบบชิลล์ๆดีกว่า เพื่อจะช่วยตัดสินใจได้บ้างiPad-2-Facetime


Question 1 : iPad2 vs iPad1 เลือกอะไรดี?


เห็นหลายคนก็ยังอยากได้ iPad1 อยู่ หรือมี iPad1 อยู่แล้ว และกำลังคิดว่าจะซื้อใหม่ดีหรือไม่ แต่ก็ดันติดตรงที่เห็นว่า iPad2 นั้นไม่ได้เพิ่มความสามารถอะไรขึ้นมา ถึงขั้นควรจะต้องควักกระเป๋าจ่าย แค่มีกล้อง กับบอดี้สีขาวจั๊วตามสมัย สู้ไปจับรุ่นเก่าราคาดิ่งดีกว่า แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ราคาเปิดตัวของ iPad2 ก็ไม่ได้แพงเกินไป เพราะเริ่มต้นก็แค่เพียง 15,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi 16 GB เพราะฉะนั้นหากมามองว่าเราจะได้อะไรใหม่ใน iPad2 บ้าง เอาแค่หลักๆว่า


1. คุณจะได้ใช้ FaceTime ได้เหมือนกับ iPhone4 เพราะมีทั้งกล้องหน้าและหลังมาให้ แม้ว่ามันจะไม่ได้คมชัดมากมายก็ตาม


2. คุณจะได้เล่นเกม และใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆรวดเร็ว ว่องไวมากขึ้น เพราะเจ้า iPad2 นี้มาพร้อมกับ CPU ใหม่ รหัส A5 Dual-core ความเร็ว 1 GHz


3. คุณจะได้ Tablet ดีไซน์สวย บางเฉียบ ตัวเครื่องสีขาวตามเทรนด์ไปถือเก๋ๆ แถมบางกว่า iPhone4 อีกต่างหาก


แค่ 3 ข้อนี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ในกรณีที่คุณกำลังมีความคิดว่าจะซื้อ iPad2 โดยที่ไม่มีตัวเลือกอื่นอยู่ในช้อยส์เลย ส่วนเรื่องสีของตัวเครื่องก็แล้วแต่คนจะชอบนะครับ ผมคงเลือกให้ไม่ได้


iPad-2-SmartcoversD+PLUS Answer


1. หากอยากได้ iPad2 อยู่แล้ว ไม่มีตัวเลือกอื่นใดในความคิดของคุณ ซื้อเลยครับ


2. หากมี iPad1 อยู่แล้ว และไม่แคร์สิ่งที่ได้เพิ่มดังที่ผมบอกไปข้างต้น iPad1 ก็ยังเป็น Tablet ที่ใช้งานได้ดีอยู่ เพราะมีแอพพลิเคชั่นรองรับ และสามารถอัพเกรด iOS ได้ ไม่ต้องซื้อครับ เก็บเงินไว้รอรุ่นหน้าดีกว่า


3. หากมีตัวเลือกอื่นอยู่ในช้อยส์ด้วย ไปดูตัวเลือกอื่นก่อนครับ ว่าตรงความต้องการของคุณหรือเปล่า หากไม่ตรงกับความต้องการ iPad2 คือคำตอบสุดท้ายครับ


iPad-2-Smartcover-2


Question 2 : Wi-Fi+3G หรือ Wi-Fi ดี? แล้วความจุล่ะ เท่าไหร่ถึงจะพอ?


คำถามนี้ตอบไม่ยาก ถ้าจะเลือก Wi-Fi หรือ Wi-Fi+3G ให้ดูว่า


1.คุณใช้อินเทอร์เน็ตผ่าน iPad นอกบ้านบ่อยแค่ไหน ถ้าบ่อยมาก หรือว่าทุกๆวัน ให้คุณดูต่อไปว่า


2.คุณใช้อินเทอร์เน็ตในสถานที่เดิมๆ หรือเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าคุณเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ แนะนำว่าควรซื้อเป็นแบบ 3G+Wi-Fi เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าที่ที่กำลังจะไปนั้นมี Wi-Fi หรือเปล่า เพราะอย่างน้อยหากไม่มี สัญญาณ 3G ก็ใช้ได้ และหากแย่สุดๆ ก็ยังอาจจะเป็น EDGE หรือ GPRS แต่ถ้าไม่เข้าเค้า 2 ข้อนี้ และที่บ้านมี Wi-Fi หรือที่ที่คุณไปมี Wi-Fi อยู่แล้ว ก็ซื้อรุ่น Wi-Fi อย่างเดียวก็เพียงพอครับ


ส่วนเรื่องความจุ อันนี้ก็ให้คุณถามตัวเองอีกแหละว่า คุณโหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้เยอะแค่ไหน จะใส่เพลง ใส่หนัง ใส่เกม มากเท่าไหร่ ถ้าเยอะมาก ก็จัดหนัก 64 GB ไปเลย ถ้าเบาๆ ก็แค่ 16 GB หรือถ้ากลางๆ แค่ 32 GB ก็พอ


ipad_2up_fbgame



อนาคตของ iPad


แน่นอนว่าความหรูหรา ความเป็นมิตรกับผู้ใช้ บริการหลังการขายที่ดี อันเป็นภาพลักษณ์ของ Apple นั้นติดใจผู้บริโภคอยู่จำนวนมาก อีกทั้ง iPad เองก็เป็นต้นฉบับของ Tablet ในยุคนี้อย่างที่ผมกล้าพูดได้เต็มปาก ตำแหน่งของ iPad ตอนนี้จึงเปรียบเสมืองนักรบที่ยืนอยู่บนยอดภูเขา มองเห็นศัตรูที่กำลังวิ่งเข้าหาตัวเอง พร้อมด้วยอาวุธครบมือ แต่อย่างไรเสีย iPad ก็ยังคงเป็นนักรบที่มากฝีมือ และมีดีกรีความเด่นดังอยู่เดิม ยากที่ใครจะเข้ามาโค่นล้มได้ง่ายๆ แม้ว่านักรบหน้าใหม่ในสมรภูมิอย่าง Android หุ่นเขียว ที่นับวันจะทวีความเก่งกาจ พร้อมด้วยพันธมิตรมากมาย (เพราะมีหลายรุ่น หลายยี่ห้อเหลือเกิน จะซื้อที ต้องหาข้อมูลจนซูเปอร์งง) ก็กำลังเป็นแนวหน้าที่จะเข้ามาล้ม iPad โดยมี Samsung เป็นแม่ทัพ ตามติดมาด้วยอีกหนึ่งนักรบค่ายผลไม้ดำ BlackBerry ที่เพิ่งจะเปิดตัวBlackBerry Playbook มาเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งในสมรภูมิ และที่ลืมไม่ได้ นักรบสุดเก๋า เจ้าเก่าอย่าง Microsoft เองก็งัดเอา Windows 7 มาลง Tablet (ทั้งผลัก ทั้งดัน แต่ก็ยังไม่ถึงไหน) เอาเป็นว่าตำแหน่งของ Apple iPad ในตอนนี้ในมุมมองของผมก็ยังเป็นผู้นำในสมรภูมิรบอันดุเดือดนี้อยู่ เพียงแต่กำลังมีศัตรูที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาเหล่านั้น เห็นแล้วว่าส่วนแบ่งตลาด Tablet ในยุคนี้มันไม่เหมือนยุคที่ Microsoft ทำ Tablet คอมพิวเตอร์ออกมาขายอีกต่อไปแล้ว


ios_4_iphoneitalia1_01iPad กับสงคราม OS


สงคราม OS (Operating System) บน Tablet มีต้นกำเนิดมาจากสงครามของ Smart Phone OS ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงร้อนแรงอยู่ ผมจะเลือกเอาเฉพาะที่นิยมในยุคนี้ ก็ต้องหนีไม่พ้น iOS, Android OS, BlackBerry OS และ Windows OS แน่นอน เราจะมาดูว่า แต่ละ OS นั้นมีความโดดเด่น และมีจุดด้อยตรงไหนบ้าง (จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน)



เริ่มที่ iOS ของ Apple ที่ใช้บน iPad จุดเด่นอยู่ที่มีแอพพลิเคชั่นออกมาให้โหลดใช้จนจุใจ จาก App Store แถมมีอัพเดทออกมาเรื่อยๆ เป็นระยะ ไม่บ่อยเกินไป หน้าตาอินเทอร์เฟสเป็นมิตร ใช้งานง่าย เมนูไม่ซับซ้อน ทำงานควบคู่กับอุปกรณ์ได้ลื่นไหล ไม่สะดุด ปัญหาน้อย แต่มีข้อเสียตรงที่เป็นระบบปิด ไม่สามารถปรับแต่งอินเทอร์เฟสได้มากนัก หากไม่กระทำการปรับแต่งระบบ System ซึ่งก็ต้องยอมเสี่ยงกับปัญหาที่จะตามมา



ต่อด้วย Android OS ที่มาแรงสุดๆ จุดเด่นอยู่ที่ความสดใหม่ เป็นระบบเปิด สามารถปรับแต่งส่วนต่างๆได้มากมาย มีการอัพเดทรุ่นบ่อย (ออกจะบ่อยเกินไปนิดนึง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่สมบูรณ์อยู่ตลอด) มีตัวเลือกมาก อินเทอร์เฟสเป็นมิตรพอสมควร แต่เมนูค่อนข้างซับซ้อนไปหน่อย ด้านแอพพลิเคชั่นก็มี Android Market มารองรับ แต่ก็ยังมีแอพพลิเคชั่นไม่เยอะเท่ากับ App Store ของ Apple และบางแอพพลิเคชั่นยังมีอยู่บ้างเล็กน้อย ความลื่นไหลของการใช้งานจะพบได้ในอุปกรณ์ที่มีเสป็คสูงๆ และราคาสูงเป็นเงาตามตัว



BlackBerry OS ผลเบอร์รี่สีดำเจ้าตลาดขวัญใจขาแชท คราวนี้โดดลงมาเล่นตลาดนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ระบบ Social Network ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม รวมถึงความปลอดภัยการใช้อีเมล์ เช่นเดียวกับที่พบได้ใน BlackBerry Smartphone รวมไปถึงระบบ Multitasking เต็มระบบ ส่วนด้านแอพพลิเคชั่น สามารถโหลดได้จาก BlackBerry App World แต่ในขณะนี้ยังไม่มีแอพพลิเคชั่นมากนัก และสามารถใช้งานคู่กับ BlackBerry Smartphone ได้ด้วย



และท้ายสุดกับ Windows OS ซึ่งปัจจุบันก็ได้นำเอา Windows 7 มาใส่ไว้ในอุปกรณ์ Tablet ความเด่นอยู่ตรงที่หากคุณใช้งาน Windows บน PC คุณจะทำความคุ้นเคยได้ง่าย อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจะทำงานได้ช้ากว่าระบบอื่นๆ และไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นัก ทำให้เราไม่ค่อยเห็นมีคนใช้มันเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามต้องดูว่า Windows Phone 7 ที่ Microsoft ยกเครื่องแบบใหม่หมดจดบน Smartphone มันอาจจะมาอยู่บน Tablet เร็วๆนี้ก็เป็นได้



จะเห็นว่าแต่ละ OS จะมีทั้งจุดเด่น และด้อย อยู่ที่ผู้ใช้แล้วล่ะว่า คุณเหมาะกับ OS แบบไหน ถ้าจะให้คนอื่นเลือกให้มันคงจะยาก อยากให้ไปลองใช้แต่ละ OS มากกว่า เพื่อจะได้รู้ว่าอะไรที่เหมาะกับตัวคุณ แน่นอนว่าสงคราม OS นี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น แนวโน้มในอนาคตอาจมี OS ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย OS ไหนจะยังสามารถอยู่รอดปลอดภัยคงต้องจับตาดูกันต่อไป


Apple-iPad-2-official-piciPad2 VS ???


คู่แข่งคนสำคัญของ iPad2 ตอนนี้มีมากหน้าหลายตา บ้างเป็นคู่แข่งมาตั้งแต่สมัยยังเป็น iPad รุ่นแรก ผมจะขอนำเอาคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงมารีวิวกัน เอาแค่พอเล็กน้อย เพราะตอนนี้ใครก็อยากจะแข่งกับ iPad2 ทั้งนั้นแหละจริงมั้ย



iPad2


เริ่มต้นกับ iPad ก่อน มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 9.7 นิ้ว แบบ Capacitive Multi-Touch Screen รันบนระบบปฏิบัติการ iOS 4.3 (เวอร์ชั่นล่าสุด) มีความจุ 3 ขนาด 16 GB, 32 GB และ 64 GB ใช้ระบบประมวลผล CPU A5 Dual-core processor ความเร็ว 1 GHz สามารถเชื่อมต่อไร้สายกับ 3G*/Wi-Fi 802.11a/b/g/n และกล้องดิจิตอลด้านหน้าความละเอียดระดับ VGA ด้านหลังระดับ HD (720p)


*เฉพาะรุ่น 3G+Wi-Fi เท่านั้น


812QrKtqajL._AA1500_


Motorolla Xoom


ขนาดจอแสดงผล 10.1 นิ้ว แบบ Capacitive Multi-Touch Screen พร้อมพลังจาก NVIDIA® Tegra™ Dual-core processor ที่ความเร็ว 1GHz รันด้วยระบบปฏิบัติการ Android 3.0 Honeycomb หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 32 GB และ RAM 1 GB กล้องดิจิตอลตัวหลักความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช ส่วนระบบเชื่อมต่อก็รองรับระบบ 3G, 4G (อัพเกรด), Wi-Fi 802.11a/b/g/n, Bluetooth Class 2, v2.1 + EDR, USB 2.0 High Speed, HDMI 1.4 และแบตเตอรีที่สามารถใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง


galaxy_tab2



Samsung Galaxy Tab II


หลังประสบความสำเร็จทั้ง Smart Phone และ Tablet ในรุ่นแรกไปอย่างท่วมท้น มาคราวนี้ก็จัดเสป็คมาเต็มๆ เช่นเคย กับจอแสดงผล 10.1 นิ้ว แบบ TFT Capacitive Multi-Touch Screen ด้านขุมพลังอัด CPU 1GHz Dual-core มาให้ รันด้วย Android 3.0 Honeycomb หน่วยความจำตัวเครื่อง 3 ขนาด 16 GB, 32 GB และ 64 GB รองรับระบบเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูง Wi-Fi 802.11a/b/g/n, Bluetooth 2.1, USB v2.0 และ 3G HSPA+ พร้อมกล้องดิจิตอลหน้า 2 ล้านพิกเซล และกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช


f3e7d_Free_BlackBerry_PlayBook


BlackBerry PlayBook


มาดู PlayBook บ้าง ออกจะตัวเล็กกว่าชาวบ้านเค้าหน่อย เพราะขนาดจอแสดงผลเพียงแค่ 7 นิ้ว เป็นแบบ Capacitive Multi-Touch Screen เช่นเดียวกัน มีความจุ 3 ขนาด คือ 16 GB, 32 GB และ 64 GB กล้องดิจิตอลที่ติดมาให้ ตัวหลักความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องด้านหน้าความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ระบบเชื่อมต่อรองรับ 3G Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 2.1 + EDR และ USB 2.0 นอกจากนี้ยังรองรับ Flash 10.1 และ Multitasking เต็มรูปแบบด้วย


ASUS-Eee-Slate-EP121-02



ASUS EEE Slate (EP121)


ส่วนท้ายสุดขอแนะนำ EEE Slate ที่ออกจะแปลกกว่าชาวบ้านเค้าหน่อยตรงที่จอแสดงผลใหญ่ถึง 12.1 นิ้ว และใช้ CPU Intel Core i5 1.33 GHz รันบนระบบปฏิบัติการ Windows 7 Home Premium 64 bit หน่วยความจำ RAM ขนาด 2 GB และหน่วยความจำข้อมูลแบบ SSD ขนาด 32 GB และ 64 GB รวมถึงการเชื่อมต่อระบบไร้สาย Wi-Fi 802.11 b/g/n, (จริงๆแล้วน่าจะรองรับ 3G ด้วยนะ แต่กลับไม่ให้มา) Bluetooth 3.0 และกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซล (อย่างอื่นจัดมาซะเต็ม มาตกม้าตายตรงนี้แหละ) มีปากกาสไตลัสมาให้สำหรับใช้งานโดยเฉพาะ



แนะนำกันเพียงนิดหน่อย เอาแบบพอที่จะฟัดกับ iPad2 ได้ ส่วนรุ่นอื่นๆที่ไม่ได้นำมาเสนอนั้น เป็นเพราะเสป็คเก่าไปแล้ว หรือไม่ได้จับตลาดเดียวกับ iPad2 ใครที่คิดจะซื้อ Tablet มาใช้สักเครื่อง หรือลังเลอยู่ตอนนี้ คงต้องถามตัวคุณเองว่า คุณจะเลือก iPad2 หรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ในบทความนี้ แต่อยู่ที่ความพอใจ และเงินในกระเป๋าคุณต่างหากล่ะ


from http://www.dplusmag.com/insight-digital-technology-tech-trend


0 comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...