ความจริงแล้วถ้าพวกเราคน กทม.ติดตามข่าวตั้งแต่ต้นก็น่าที่จะวิเคราะห์ออกว่า ควรวางแผนอย่างไร (บางคนไม่ใส่ใจมากกว่า ดูละคร จนลืมข่าว) เดี๋ยวนี้คนบ้านนอกมีจานดาวเทียมมากมาย ก็ทันข่าว ทันโลกพอควร วิเคราะห์ดูจากต้นน้ำที่มานั้น มันสูง แรง เชี่ยวมาก ตามธรรมชาติมันจะไปเป็นระดับต่ำก่อน ตรงกลางจะสูงตอนท้ายๆจะระดับต่ำลง นั้นคือน้ำใกล้หมด (มวลสุดท้าย) แต่ถ้าเราไปกั้น หรือกีดขวางมัน น้ำนั้นจะสูงขึ้นและแรงดันมันจะมาก พื้นที่น้ำ 3 ล้านไร่ที่ท่วมมา สูง 2-4 เมตร ท่านคูณดู 1 ไร่ 1600 ลบ.ม. สูง 2-4 ม.ก็เท่ากับ 2-4 เท่า จะเห็นว่าน้ำมากกว่า 20,000 ล้าน ลบ.ม. ไม่ใช่ 12,000 ล้าน ลบ.ม. ตามข่าว ฉนั้น เราควรอพยพตั้งแต่ต้น การปิดกั้น การขวางทางยิ่งเท่ากับทำให้มันยืนขึ้นแรงมากขึ้น ถ้าปล่อยไปเท่ากับเตะตัดขาเราเบาๆ ถ้ากั้นสูงเท่าหยอกให้มันแรง เตะก้านคอเราได้เลย ฉนั้นอย่าถามว่าจะท่วมมั้ย ท่วมแน่ๆๆๆ หนีขึ้นที่สูง เช่น สระบุรี เขาใหญ่ นครรนายก หรืออกนอกรัศมี 100 กม.(3 ล้านไร่) มันมาแน่ๆ เทวดาไหนก็เอาไม่อยู่ วิเคราะห์ต่อว่า
ผิดพลาดจากการปล่อยน้ำของเขื่อนคือต้นเหตุ เก็บน้ำเป็นธุระกิจไฟฟ้าเป็นที่มาของน้ำล้นเขื่อน
และผิดพลาดที่กั้นน้ำโดยไม่ดูมวลน้ำมหาศาล
แก้โดยเพิ่มช่องทางให้มันไปเร็วขึ้นจะดีที่สุด

อีกเสียง

เขื่อนภูมิพล

เมื่อพิจารณาปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯสะสมและปริมาณน้ำระบาย สะสมของเขื่อนภูมิพล จะเห็นได้ว่าขณะที่อัตราของปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯมีค่าเพิ่มขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม และวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ซึ่งควรจะได้ปรับอัตราการระบายน้ำออกให้มีความเหมาะสม

แต่กลับมีการ ลดอัตราการระบายน้ำในช่วงดังกล่าวและคงอัตราการระบายน้ำที่ต่ำไว้เป็นเวลา นาน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งๆ ที่จากข้อมูลฝนแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พื้นที่ที่อยู่ใต้เขื่อนภูมิพลยังไม่มีปัญหาปริมาณน้ำที่มากเกินไป จนกระทั่งถึงปลายเดือนมิถุนายน

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนภูมิพลของปี พ.ศ.2554 นั้นมากกว่าปีอื่นๆ แต่ การระบายน้ำออกตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าปีอื่นๆ มาก

ในวันที่ 1 สิงหาคม 2554 เริ่มมีการเร่งการระบายน้ำออก ทั้งๆ ที่ในวันดังกล่าวปริมาตรเก็บกักของปี 2011 นั้นสูงกว่าปี พ.ศ.2551, 2552 และ 2553 ไปมาก และใกล้เคียงกับของปี พ.ศ.2549 และ 2550 (ปี พ.ศ.2549 นั้นมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน และสำหรับปี พ.ศ.2550 นั้นปริมาตรน้ำต้นปีมีค่าสูงมากต่อเนื่องมาจากปลายปี พ.ศ.2549)

หลัง จากวันที่ 5 สิงหาคม 2554 แม้ว่าจะมีการเพิ่มอัตราปริมาณน้ำที่ระบายออกแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราปริมาณน้ำไหลเข้า จนกระทั่งวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่มีการเร่งระบายน้ำออก แต่ทว่าไม่ทันการณ์เสียแล้ว เนื่องจากปริมาตรเก็บกักขณะนั้นสูงถึง 92.7 เปอร์เซ็นต์ของความจุของอ่างฯ

หลังจากนั้นเมื่อมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ทำให้ปริมาตรเก็บกักเกือบเต็มความจุของอ่างฯ และไม่สามารถที่จะเก็บต่อไปได้อีก


สำหรับ เขื่อนสิริกิติ์ ในปี พ.ศ.2554 มีการเพิ่มขึ้นของอัตราปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯอย่างชัดเจน 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 มีนาคม, 6 พฤษภาคม และ 26 มิถุนายน แต่ทว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีการลดอัตราการระบายน้ำออกจากอ่างฯ

จะ เห็นได้ว่าปริมาตรเก็บกักตั้งแต่ 6 พฤษภาคม ของปี พ.ศ.2554 นั้นอยู่ในระดับที่กลางๆ เมื่อเทียบกับปีอื่นๆ ซึ่งควรจะมีการเพิ่มอัตราการระบายน้ำออกให้เหมาะสมกับอัตราการเพิ่มของ ปริมาณน้ำไหลเข้า แต่ทว่าการระบายน้ำในช่วงดังกล่าวมีระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปีอื่นๆ การเร่งระบายน้ำออกเป็นจำนวนมากตั้นแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปนั้น ไม่ทันการณ์แล้ว

โดยในวันที่ 4 สิงหาคม 2554 มีปริมาตรน้ำเก็บกักสูง 83% ของความจุของอ่างเก็บน้ำ และในวันที่ 23 กันยายน 2554 มีปริมาตรน้ำเก็บกักสูงถึง 98% ของความจุของอ่างเก็บน้ำ

อีกเสียง
ความจริงคือ
ขณะเลือกตั้งนายกคนใหม่ น้ำที่กักเก็บประมาณ 50-60% ครับ
พอ ได้รัฐบาลชุดใหม่ ก็สั่งให้กรมชลกักเก็บน้ำเพื่อคิดที่จะทำการเกษตรให้ได้ปีละ 3 ครั้ง โดยที่ไม่ฟังความคิดเห็นของใคร พอน้ำเต็มเขื่อน 100 %
ก็ต้องระบายน้ำออก ก้อนใหญ่ แต่ยังมีนนักการเมืองสั่งไม่ให้ปล่อยลงแม่น้ำบางสายเพราะป้องกันน้ำท่วมบ้าน ตัวเอง จึงทำให้น้ำไหลลงสู่เมืองหลวงได้ทางเดียว นี่คือความจริง รัฐอาจจะแก้ปัญหาบางอย่างได้เก่ง แต่บางเรื่องก็ยังมีผิดพลาด (เราต้องหัดยอมรับความผิดพลาดถ้าคิดจะเป็นผู้นำคน)

from http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3515290

0 comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...