วิธีบูชา พระสมเด็จวัดระฆัง เพื่อให้เกิดพุทธคุณสูงสุด ควรปฏิบัติดังนี้


- อานุภาพพระสมเด็จวัดระฆัง
ผู้ที่มีจิตใจที่ดี บริสุทธิ์ผ่องใส จะได้รับอานุภาพที่ดี จากพระสมเด็จ ณ วัดแห่งนี้
๑. บูชาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในกิจการงาน และความผาสุขของชีวิต
ผู้มีติดตัวไว้ จะทำให้เกิดโภคทรัพย์ ในสุจริตวิถี

๒. คุ้มครองป้องกันภัยอันตราย ให้แคล้วคลาดจากภัย ทั้งหลายทั้งปวง เฉพาะในผู้ที่เป็นสุจริตชน
ผู้ทำมาหากินด้วยแรงกาย แรงสติปัญญา ในทำนองครองธรรม ในทางตรงกันข้าม พวกมิจฉาชีพดำรง
ชีวิตด้วยความเดือดร้อนของบ้านเมืองและประชาชน ตลอดจนถึงการขัดต่อศีลธรรม อันดีงาม
แม้มีพระสมเด็จไว้ครอบครอง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องผ่านมือ ก็จะไม่พบความสุข
หาความเจริญที่ยั่งยืนให้แก่ชีวิตได้ยาก


- วิธีอาราธนา พระสมเด็จวัดระฆัง
ตั้งนะโม ๓จบ ระลึกถึง เจ้าประคุณพระสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม
หากสวดคาถาชินบัญชร บทเต็มได้ ควรสวด ๑จบ หรือหากมีเวลาน้อย ให้สวดบทย่อ ๑๐จบ มีดังนี้
" ชินะปัญชะระปะริตัง  มังรักขะตุสัพพะทา " ก่อนที่จะนำ พระสมเด็จติดตัวไป ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

- ท่องคาถาแสดงความเคารพต่อองค์พระสมเด็จ
เมื่อยกสร้อยขึ้นจะคล้องคอ องค์พระอยู่ในอุ้มมือ พนมมือแล้วท่องคาถา อาราธนาดังต่อไปนี้
" โอมมะศรี มะศรี พรหมรังสี นามะเตโช มหาสมโณ มหาปัญโญ
มหาลาโภ มหายะโส สัพพะโสตถี ภะวันตุเม "

- เมื่อจบแล้ว ให้ท่องคาถา ขอโชคลาภ ว่า
"ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธนะกาโม ละเภธะนัง
อัตถิ กาเย กายะยายะ เทวานัง ปิยะยัง สุตวา"

- เมื่อคล้องคอแล้ว ท่องคาถา คุ้มครองชีวิต ให้แคล้วคลาดปลอดภัยว่า
" อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อรหังสุคโต นะโมพุทธายะ "


หากทำได้เช่นนี้ทุกวัน ชีวิตท่านจะเกิดมงคล จักพบแต่ความสุขความเจริญ และนิรันตรายทั้งปวง.
from  http://www.web-pra.com/Article/Show/159

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็น เมืองเก่าแก่มีโบราณสถานและโบราณวัตถุทางพุทธศาสนามากมาย โดยเฉพาะพระเครื่องและพระบูชาที่บรรพบุรุษได้สร้างบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ และสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
ต่อมาได้มีการค้นพบ พระเครื่องและพระบูชามากมายหลายชนิด หลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยอมรวดีทวารวดี ศรีวิชัย ปาละ ลพบุรี อู่ทอง อยุธยา ในจำนวนพระที่ค้นพบนั้น พระผงสุพรรณ ที่พบจากองค์พระปรางค์ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ถือว่าเป็นสุดยอดของพระเครื่องที่ค้นพบทั้งหมด โดยได้รับความนิยมอย่างมากจนจัดให้เป็นหนึ่งในชุดพระเบญจภาคี
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือที่ชาวสุพรรณเรียกสั้นๆ ว่า วัดพระธาตุ เป็นพระอารามเก่าแก่เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณ มาตั้งแต่สมัยอู่ทองและอยุธยา ตั้งอยู่ในเขตตำบลรั้วใหญ่ เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีองค์พระปรางค์สูงตระหง่านเป็นองค์ประธานตั้งโดดเด่นเป็นสง่า
พระอารามแห่งนี้ถูกทอดทิ้งรกร้างอยู่เป็นเวลานาน จนประมาณปี พ.ศ.๒๔๕๖ มีชาวจีนเข้าไปตั้งบ้านเรือนประกอบอาชีพทำสวนผักในบริเวณวัดพระศรี รัตนมหาธาตุ ได้ลักลอบขุดองค์พระปรางค์ประธาน พบแก้วแหวนเงินทองสมัยโบราณเป็นจำนวนมาก จนข่าวกรุแตกแพร่กระจายไป
นายเจิม อร่ามเรือง นักขุดพระชื่อดังในสมัยนั้นได้ลักลอบขุดต่อ ได้พบพระผงสุพรรณและพระเนื้อชินต่างๆ อีกหลายพิมพ์ อาทิ พระกำแพงศอก พระมเหศวร พระลีลา พระท่ามะปราง พระผงสุพรรณยอดโถ พระสุพรรณหลังผาน และพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปะลพบุรี อู่ทอง ๒ และอู่ทอง ๓ รวมทั้งแผ่นจารึกลานทองหลายแผ่น ซึ่งนายเจิม อร่ามเรือง ได้ทำการหลอมขายจนหมด จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ไป
ต่อมาก็ยังมีผู้ที่ลักลอบเข้าไปขุดค้นอีกหลายครั้งได้สิ่งของที่มีค่าไปมาก มาย ข่าวการลักลอบขุดกรุทราบถึงคณะกรรมการเมือง พระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) เจ้าเมืองสุพรรณบุรีในสมัยนั้น เห็นว่าปล่อยทิ้งไว้ราษฎรคงจะแห่กันไปสร้างความเสียหายต่อสมบัติของประเทศ ชาติ จึงให้เจ้าหน้าที่รีบไปจัดการอุดช่องที่เจาะพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วจึงเปิดกรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.๒๔๕๖
หลังจากนั้นได้นำพระเครื่องที่ได้จากการเปิดกรุส่วนหนึ่ง ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงเสด็จฯ ไปสักการะบูชาเจดีย์ยุทธหัตถี ณ ดอนเจดีย์ ในเขตเมืองสุพรรณบุรี โดยพระยาสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
เรื่องราวของการเปิดกรุเป็นทางการในครั้งนั้น ปรากฏในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งกล่าวถึงการเสด็จฯ ไปสักการะพระเจดีย์ยุทธหัตถีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และการนำพระผงสุพรรณ พระกำแพงศอก และพระพิมพ์ต่างๆ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ดังความว่า......."เมื่อทรงสักการบูชาพระเจดีย์แล้ว (พระเจดีย์ยุทธหัตถี) พระยาสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำสิ่งของโบราณต่างๆ ทูลเกล้าฯ ถวาย สิ่งของซึ่งพบที่ดอนเจดีย์เมื่อฉาบดินและแผ้วถางทางรับเสด็จคราวนี้ คือยอดธงชัย เป็นรูปวชิระทำด้วยทองสัมฤทธิ์ยอด ๑...นอกจากสิ่งของที่ได้ที่ดอนเจดีย์ พระยาสุนทรสงครามได้นำพระเครื่องซึ่งพบในกรุที่วัดพระธาตุในเมืองสุพรรณบุรี เมื่อจวนจะเสด็จคราวนี้ ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระพุทธลีลาหล่อพิมพ์ด้วยโลหะธาตุอย่างหนึ่ง พระพุทธรูปมารวิชัย พิมพ์ด้วยดินเผาอย่างหนึ่ง อย่างละหลายร้อยองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกแก่เสือป่า ลูกเสือ ทหาร และตำรวจ บรรดาที่โดยเสด็จครั้งนี้โดยทั่วกัน"
ในการเปิดกรุครั้งนี้ ได้พบพระพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก และได้พบแผ่นจารึกลานทองภาษาขอม ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ กล่าวถึงการสถาปนาพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ โดยกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา และได้รับการปฏิสังขรณ์โดยพระราชโอรสซึ่งมีข้อความคล้ายคลึงกับแผ่นลานทอง ซึ่งพบที่ยอดนพศูลองค์พระปรางค์ซึ่งแปลโดยนายฉ่ำ ทองคำวรรณ ซึ่งมีใจความว่า
"พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธยา ทรงมีพระนามว่าจักรพรรดิ โปรดให้สร้างสถูปองค์นี้ขึ้นไว้และทรงบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ภาย ใน แต่สถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พระโอรสของพระองค์ผู้เป็นราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในพื้นแผ่นดินทั้งมวล และเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดีและทรงบรรจุพระวรธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในพระ สถูปนั้น พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระสถูปจึงทรงบูชาด้วยเครื่องบูชา เครื่องบูชามีทอง เป็นต้น แล้วตั้งความปรารถนาว่า ด้วยบุพกรรมแห่งข้านั้น ขอให้ข้าพึงเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเทอญ"
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีองค์พระปรางค์องค์ใหญ่ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) หรือสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แม้ว่าไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้างที่ชัดเจน แต่มีหลักฐานที่สำคัญต่อการศึกษาของวงการพระเครื่อง พระบูชา คือลานทอง ๓ แผ่น ซึ่งเป็นการจารึกประวัติศาสตร์ของการสร้างวัด สร้างพระเครื่องและพระบูชา โดยเฉพาะแผ่นที่ ๒ ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ว่า
"ศุภมัสดุ ๑๒๖๕ สิทธิการิยะแสดงบอกไว้ให้รู้ว่า มีฤๅษีทั้งสี่ตน พระฤๅษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์มีสุวรรณ เป็นต้น คือบรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้ศรัทธาพระฤๅษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤๅษีจึงอัญเชิญเทพยดามาช่วยกันทำพิธี ทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถาน ๑ แดง สถาน ๑ ดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อนพิมพ์ด้วยลายมือของพระมหาเถระปิยะทัศสะศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่างๆ ซัดยาสำเร็จแล้วให้นามแร่ว่าสังฆวานร ได้หล่อเป็นพิมพ์ต่างๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วท่านเอาไปประดิษฐ์สถานไว้ในสถูปใหญ่แห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม (สุพรรณบุรี) ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รีบเอาไปไว้สักการะบูชาเป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ อาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง ถ้าผู้ใดจะออกรณรงค์สงครามประสิทธิ์ด้วยสาทตราวุธทั้งปวง เอาพระลงสรงน้ำมันหอมแล้วนั่งบริกรรมพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ๑๐๘ จบ พาหุง ๑๓ จบ ใส่ขันสัมฤทธิ์นั่งอธิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิด ให้ทาทั้งหน้าและผม คอ หน้าอก ถ้าจะใช้ในทางเมตตาให้มีสง่าเจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรง ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอมเสกด้วยคาถาเนาว์หอระคุณ ๑๓ จบ พาหุง ๑๓ จบ พระพุทธคุณ ๑๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนบูชาทำพิธีในวันเสาร์ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอ ทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้ พระว่านก็ดี พระเกษรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี อย่าประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง ๓ อย่างนี้ดุจกำแพงแก้วกันอันตรายทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถาทเยสันตาจนจบ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจนจบ พาหุงไปจนจบ แล้วให้ว่าดังนี้อีก คะเตสิกเก กะระณังมะกา ไชยยังมังคะ สังนะมะพะทะ แล้วให้ว่า กิริมิถิ กุรุมุธุ เกเรเมเถ กะระมะทะ ประสิทธิแล"
จากคำแปลนี้ก็ได้มีข้อสังเกตว่าพระผงสุพรรณเป็นพระเนื้อดินที่ไม่ได้ผ่านการ เผา เป็นพระดินดิบเพียงแค่ผสมกับว่าน ๑๐๘ ผงเกสรดอกไม้และตัวประสาน แต่เมื่อนำไปบรรจุกรุ ความร้อนอบอ้าวภายในกรุจะค่อยอบจนพระผงสุพรรณแห้งคล้ายกับการเผาไฟ
พระผงสุพรรณเป็นพระเครื่องที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นพระเนื้อดินเผา จำลองพุทธลักษณะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในรูปแบบพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งบนฐานเขียงชั้นเดียว ศิลปะยุคอู่ทอง พระพักตร์แตกต่างกันออกไปตามพิมพ์ พระเกศคล้ายฝาละมี มีกระจังหน้า พระพักตร์เคร่งขรึม ขึงขัง พระนาสิกหนาใหญ่ พระอุระหนา ส่วนพระกรทอดเรียว แสดงออกถึงศิลปะสกุลช่างอู่ทองที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่ สุด
ด้านหลังของพระผงสุพรรณปรากฏลายนิ้วมือเป็นค่อนข้างหยาบอย่างชัดเจน สันนิษฐานว่าเป็นลายนิ้วหัวแม่มือโดยกดหนักทางด้านบน ขนาดขององค์พระมีความกว้าง ความหนาและความสูงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการกดพิมพ์และการตัดขอบ มักจะมีรอยตัดยอดบนขององค์พระออก
ด้วยเหตุที่เมื่อพบพิมพ์พระ ๓ ประเภทมีลักษณะพระพักตร์เหมือนศิลปะสกุลช่างแห่งพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง ๓ แบบ จึงได้แบ่งพิมพ์พระผงสุพรรณออกเป็น ๓ พิมพ์ตามพระพุทธรูป ได้แก่ ๑.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ ๒.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง ๓.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม พระผงสุพรรณ จัดเป็นหนึ่งในชุดพระเบญจภาคี มีพุทธานุภาพในด้านแคล้วคลาด มหาลาภ เมตตามหานิยม มหาอำนาจ เป็นมงคลยิ่งแก่ผู้สักการบูชา
ราช รามัญ
n.siam@hotmail.com
ที่มา  http://board.palungjit.com

              
 
พระร่วงหลังรางปืน
          เป็นพระเครื่องที่มีลักษณะประติมากรรมที่งดงาม สง่า ผึ่งผาย สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี นักนิยมพระเครื่องได้ให้ความสนใจพระร่วงหลังรางปืนนี้ไม่แพ้พระเครื่องชุด "องค์ไตรภาคี" เนื่องจากเป็นพระเครื่องที่มีขนาดยาว คือพิมพ์ใหญ่ ขนาดสูงประมาณ 8-9 เซนติเมตร และมีน้ำหนักมาก สตรีที่มีพระเครื่องนี้ไม่ใคร่นิยมคล้องคอ ยกเว้นบรรดาชายหรือพวกนักรบที่ชอบคล้องคอเพราะความสง่างาม 
          วัสดุที่ใช้สร้าง สร้างจากเนื้อชินตะกั่วดำโบราณจากเมืองสวรรคโลก เนื้อชินนี้เป็นเนื้อชินที่ได้รับความนิยมเรียกกันว่า "สนิมมันปู" ซึ่งจะเกาะอยู่ตามส่วนอื่น ๆ ขององค์พระ 
          พระพุทธลักษณะ เป็นพระยืนประทานพรเท่าที่พบมีอยู่ด้วยกัน 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่มีขนาดสูงประมาณ 8-9 เซนติเมตร และส่วนกว้างประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร ส่วนอีกพิมพ์หนึ่งคือพิมพ์เล็ก มีขนาดเล็กกว่าพิมพ์ใหญ่เล็กน้อย คือมีขนาดสูงประมาณ 4-4.5 เซนติเมตร มีส่วนกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร บริเวณด้านหลังขององค์พระมีลักษณะเป็นร่องจากฐานถึงบริเวณพระอังสะ (ไหล่) ขนาดของช่องกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร จึงนิยมเรียกกันว่า "หลังรางปืน" ด้านหน้าองค์พระสวมหมวกออกศึกแบบโบราณที่เรียกว่า "หมวกชีโบ" บางองค์จะมีสนิมแดงที่เรียกกันว่า "สนิมมันปู" จับอยู่ทั่วไป แต่บางองค์ก็แทบจะไม่เห็นสนิมจับเลยก็มี
          สถานที่ขุดพบได้บริเวณเจดีย์โบราณ ณ วัดพระปรางค์ (วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง) อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จำนวนที่ขุดพบครั้งแรกนั้นมีประมาณ 400 องค์ สำหรับราคาที่ให้เช่าบูชาในขณะนั้น องค์ละ 100 บาท ก็ยังหาผู้บูชาไม่ค่อยจะได้ แต่สำหรับปัจจุบันองค์ที่มีสภาพสมบูรณ์ราคาจะสูงมาก เนื่องจากมีจำนวนน้อย
          วิธีสังเกตโดยทั่วไป เนื่องจากพระร่วงหลังรางปืนนี้สร้างขึ้นจากวัสดุที่เรียกว่า เนื้อชินตะกั่วดำโบราณพิเศษ จึงมีสนิมแดงที่เรียกว่า "สนิมมันปู" สนิมจะเกาะอยู่ตามขอบหรือบริเวณที่เป็นสันหรือส่วนที่เป็นฐานนูนอยู่โดยทั่ว ไป ลักษณะของสนิมจะจับแน่นในเนื้อองค์พระโดยทั่วไป แต่ในปัจจุบันพึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะปรากฏว่ามีผู้ทำเลียนแบบของเก่าโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยทำการอบสนิมแดง โดยใช้เครื่องมือและสารเคมีเข้าช่วยทำให้เกิดสนิมแดงได้คล้ายคลึงกับของจริง มาก และมักใช้น้ำมันและผงสีดำทาทับไว้จนทั่วเพื่ออำพรางสายตานักเลงดูพระรุ่น ใหม่
          ด้านพุทธคุณนั้น กล่าวกันว่า พระร่วงหลังรางปืนนั้นมีอานิสงส์สูงส่งทางโชคลาภ แคล้วคลาด คงกระพัน และป้องกันไฟไหม้ 
from  http://www.info.ru.ac.th/province/sukhotai/PRR7.htm

 
แผ่นจารึก
พระสมเด็จพิมพ์ยอดขุนพล
สร้างที่วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
 เมื่อ ร.ศ. ๙๑ = พ.ศ. ๒๔๑๖

 
   
พระสมเด็จพิมพ์ยอดขุนพล
แผ่นจารึก พระสมเด็จพิมพ์ยอดขุนพล
   
"...อาตมาภาพ สมเดจโต สร้างพระพิมพ์ยอดขุนพลนี้ไว้ ๙๙ องค์ ด้วยผงมหาวิเสส ๕
ผง ๙๙ พระอาจาริย์ ดินโป่ง ๙ ดินป่าช้า ๙ ดินท่าน้ำ ๙ ดินกำฤๅสี ดินกลางใจเมือง ๙
ไคลเสมา ๙ พระอุโบสถ ไคลพระเจดีย์ ๙ พระธาตุ เหลกไหล ว่านยา ๙๙
ประจุไว้ในพระวิหาร วัดระฆัง ปลุกเสก ๙๙ หน
พระพิมพ์นี้มีพุทธานุภาพสูงสุดกว่าพิมพ์ใดๆ
ลาภ ลาภ ลาภ..."
   
   
พระสมเด็จซุ้มกอเล็ก
สร้างที่วัดไตร คลองข่อย ราชบุรี
เมื่อ ร.ศ. ๗๐ = พ.ศ. ๒๓๙๕
   
   
พระสมเด็จซุ้มกอเล็ก
แผ่นจารึก พระสมเด็จซุ้มกอเล็ก
   
"...ฉันจ๊ะ ขรัวโต เดินธุดงมาวัดไตร ราชบุรี เมื่อ ร.ศ. ๗๐ และได้นำแม่พิมพ์
พระสมเด็จซุ้มกอเล็กได้รับถวายมาจากพระอาจารย์สุก (ไก่เถื่อน) เป็นพิเศษ
และได้พงปันธมัง พงตรีนะสิงเห จากพระอาจารย์สุก อีกเป็นพิเศษ
และได้พงมังศะ จาก พาษีมัดตะ เมืองสุโขทัย
ได้พงพุทธมะศีร จากพระอาจารย์คำศีร พู้มีอายุ ๑๐๙ ปี จากเมืองเชียงใหม่
ได้พงพุทธเวทย์ จากพระอาจารย์ขัวให่ญ จากเมืองกรุงศรีอยุธยา พู้มีอายุ ๑๑๙ ปี
ได้พงกุดสมาร จากภาณพระพุทธ จากเมืองพิษณุโลก
ได้พงขุนแพนสดุ้งมาร จากกองถ่านย่างกุมารที่วัดป่าเลไร เมืองสุพรรณ
มาพสมกับน้ำค้าง ไม่ลรายตอนตะวันตงหัว หนึ่งร้อยเก้าหยด
มาพสมด้วยน้ำพึ่งจากลังพึ่ง โดยเอาใบตอไปลองไต้ลังพึ่ง หนึ่งร้อยเก้าหยด
มาพสมกับน้ำพระพุทธมนต์ จากหัวเมืองต่าง ทีละเก้าหยด
ฉันได้นำมาพสมกัน สร้างไว้เป็นพระสมเด็จซุ้มกอ สองร้อยเก้าองค์
ปลุกเสก กางวัน กางคืน ตลอดไตรมาต ได้ใส่โถสังขโลก ประจุพระเจดีย
พู้ใดได้พบ จงเก็บรักษา บูชาด้วย  นะ  โม  ระ  มุ  ตะ  ยา  สามจบ
โชคลาภ เมตตาดีนัก คงกระพันชาตรีเป็นหนึ่ง..."
 
 
 
   
พระพิมพ์สมเด็จแวกม่านปลางดีน้ำพระมนต์
สร้างที่วัดไตร คลองข่อย ราชบุรี
เมื่อ ร.ศ. ๖๐ = พ.ศ. ๒๓๘๕
   
   
พระพิมพ์สมเด็จแวกม่านปลางดีน้ำพระมนต์
แผ่นจารึก พระพิมพ์สมเด็จแวกม่านปลางดีน้ำพระมนต์
   
   
"...อาตมาสมเด็จโต เมื่อ ร.ศ. ๖๐ วันศุกรี่  ๙  เดือน ๗ ขึ้น ๑๕ ค่ำ
ฉันขรัวโต พร้อมด้วย พระอาจารย์ (สุข) และพระอาจารย์เฒ่า ได้ทำพิธีการสร้างพระพิมพ์
สมเด็จแวกม่านปลางดีน้ำพระมนต์ พิมพ์เล็ก ด้วยพงขาวเทพประธาน ของพระอาจารย์ (สุข)
หนึ่งกำปั้นมือ และพงขาวเก้ายอดปราสาดเทวดาถวาย จากพระอาจารย์เฒ่า สองกำปั้นมือ
พร้อมด้วยพงขาวอัดคอเมคา เทพเทวดาเข้าทุมมุนนางฟ้าถวายไห้ สามกำปั้นมือ
มาพสมน้ำก้อนตกจากฟ้า พร้อมฝน โดย พระพรหมประธานให้ โดยนำบาตมาตั้งกางแจ้ง
แล้วทำพิธีขอน้ำก้อน จากพระพรหม จะประธาณให้บาตละหนึ่งก้อน ก้อนละเท่าหัวแม่มือ
และอาตมาพร้อมด้วยพระอาจารย์ทั้งสอง ได้ช่วยกันกดพิมพ์ พระสมเด็จแวกม่านดีน้ำมนต์
อาตมากดได้ สร้างได้ แปดสิบห้าองค์ พระอาจารย์ (สุข) สร้างได้หนึ่งร้อยเก้าองค์
พระอาจารย์เฒ่าสร้างได้ หนึ่งร้อยสิบเจ็ดองค์ จะสร้างต่อไปก็กดพิมพ์พระไม่ติด
และได้เกิดปาฏิหาร พงที่เหลืออยู่ในมือ ทั้งอาตมาและพระอาจารย์ทั้งสองได้หาย
โดยที่อาตมาและพระอาจารย์ทั้งสองไม่รู้ตัวเลย อาตมาพร้อมด้วยพระอาจารย์
ทั้งได้ทำการปลุกเสกลงเหล็กจาน หลังพิมพ์พระด้วย และลงทาด้วยน้ำมันรัก
เพราะพระนี้ถูกน้ำจะละรายหมด ได้ปลุกเสกเก้าวันเก้าคืน พระทั้งหมดได้นำใส่โถทองคำ สามโถ
ของอาตมาได้นำติดตัวมายังวัด ของพระอาจารย์ทั้งสองได้ให้หลวงจีนสันทัดยนตรกรรม โต
ณ เมืองราช (โทน ยินดี) นำแจกนายทหารใหญ่ทั้งหมดในวังหลวง อาตมาได้นำพระทั้งแปดสิบห้าองค์
เดินธุดงมายังเมืองเพชร และได้นำให้หลวงยั้งยืนรบใหญ่โดดสู้ (โท หนังดี) นำแจกนายทหารใหญ่ทั้งเมืองเพชร
อาตมาจึงได้จารึกไว้เป็นหลักฐาน ผู้ใดได้รับพระสมเด็จแวกม่านดีน้ำมนต์ เหมือนมีทองคำเท่าหัว
กันหญิงร้องไห้ กันชายบวชศึก คนหนุ่มคึกออกศึกทั้งศก..."

เรื่องเก่าวันวาน  เล่า เป็นตำนานขานกล่าวกันต่อมา...ว่ามี “พระสมเด็จวัดระฆัง” พิมพ์พิเศษอยู่พิมพ์หนึ่งเป็นเอกอุ กว่าพิมพ์ใด บ้างก็เรียกว่า “พิมพ์มหาอำนาจอุดมยศ”  บ้างก็เรียกว่า “พิมพ์ฐานสิงห์สามชั้น”  หรือ “ พิมพ์ยอดขุนพล” ก็มี
เรื่องเก่า..เก๋าๆ แบบนี้มาถึง “เก๋าสยาม” ทั้งทีมันต้องลองค้นหากันดูสักตั้ง!
ว่ากันว่า “พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์พิเศษ” นี้ เป็นพระเนื้อผงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  แต่มีขนาดเขื่องกว่า พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ปกติทั่วไป  เส้นซุ้มมีลักษณะคล้ายกับ “พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่” แต่พอมาถึงองค์พระมีครอบแก้วรูปสามเหลี่ยมครอบองค์พระอีกที  ฐานมีสามชั้นเป็นฐานสิงห์ หรือ “ขาสิงห์” นั่นแหละครับ    ตามตำนานของนักเลงพระยังกล่าวไว้ด้วยว่า “พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ” นี้  จอมพลถนอม  กิตติขจร  อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเคยบูชาขึ้นคอมาแล้ว  จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พระสมเด็จพิมพ์จอมพลถนอม” 
เมื่อ ลองย้อนอดีตไปในช่วงที่ “จอมพลถนอม” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่เพื่อจะดูว่ามีเอกสาร สิ่งพิมพ์ หรือ ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระสมเด็จพิมพ์พิเศษนี้หรือไม่ อย่างไร  ก็ปรากฏว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๕  ได้มีการทำปฏิทินยี่ห้อ “สามทหาร” ออกมาแจกจ่ายให้กับประชาชน  รูป บนปฏิทินมีรูป “พระสมเด็จ” พิมพ์ต่าง ๆ อยู่มากมายหลายองค์ ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น “พระสมเด็จของวัดระฆัง” นั่นแหละครับเพราะเป็นที่โด่งดังมาตั้งแต่อดีต   โดยรูปบนปฏิทินนี้ตรงกลางจะมีรูปพระสมเด็จขนาดใหญ่กว่ารูปอื่นๆ  เป็น “พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ” ที่ว่านี้นั่นเอง เรามาชมรูปกันเลยครับ


ดูจากภาพแล้วก็สังเกตเห็นได้นะครับว่า  เป็นพระเก่า  รอยคราบสีน้ำตาลอ่อน และ เข้ม ผมไม่แน่ใจว่าเป็นคราบอะไร  อาจจะเป็น “รัก” หรือ “คราบกรุ” อันนี้ไม่ขอสรุปครับ 
ทีนี้ลองมาดูในยุคปัจจุบัน  มีข้อมูลของ “คุณระฆัง อริยทันโตศรี” ผู้แต่งหนังสือชื่อ “สมเด็จโตที่ข้าพเจ้ารู้จัก”     มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก www.somdejto.com  ซึ่งเป็นเวปไซต์ของท่านในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ” นี้  จึงเอามารวมไว้ในที่นี้ด้วยเพื่อพิจารณา และ เป็นแนวทางในการ “ค้นหาความจริง” ของเรื่องนี้กันครับ
ข้อมูลในเวปไซต์นี้สรุปความได้ว่า  “พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ” นี้มีอยู่จริงสร้างโดย “สมเด็จโต”  แห่งวัดระฆังโดยท่านเรียกชื่อพิมพ์ว่า “พิมพ์ยอดขุนพล”  นอกจากนี้ยังมีจารึกที่เกี่ยวกับมวลสาร และ การสร้างพระสมเด็จพิมพ์นี้ไว้ด้วย ตามรูปแล้วผมเข้าใจว่าคงคัดลอกมาจากจารึกจริงอีกที  ก็ถือว่าเป็นหลักฐานชั้นที่สองมาประกอบการพิจารณาก็แล้วกันครับ เอ้า..มาดูกันเลย

จากการอ่านถ้อยคำในจารึก ก็เห็นว่ามี “คำ” บางคำที่สะกดคล้ายๆ จะเป็นภาษาไทยในยุคเก่า ท่าทางจะเข้าท่านะครับ  ถ้าเป็นไปตามนี้จริงก็หมายความว่า “พระสมเด็จพิมพ์ยอดขุนพล” นี้มีอยู่จริง และมีเพียง ๙๙ องค์อยู่ในวิหารวัดระฆัง  เป็นไปได้ไหมครับว่าอาจจะเก็บไว้บนเพดานวิหารหรือบนเพดานโบส์ถวัดระฆังก็เป็นได้ (เป็นข้อสันนิษฐานนะครับ)
เคยมี “ข่าวลือ” ว่า ในปลายปี  ๒๕๑๔ มีการรื้อเพดานโบส์ถวัดระฆังเพื่อจะทำการปฏิสังขรณ์  ปราก ฎว่าพบพระสมเด็จจำนวนหนึ่ง มีลักษณะงดงาม และ ที่พิเศษคือมีพระสมเด็จที่ลงรักปิดทองล่องชาด หรือ ลงรักปิดทองอย่างเดียวก็มีรวมอยู่ด้วย  แต่เนื่องจากขณะนั้นทางวัดระฆังได้มีกำหนดการสร้าง “พระสมเด็จวัดระฆัง ปี ๒๕๑๕” ในวาระครบรอบร้อยปีของ “สมเด็จโต”  พระเก่าชุดนี้จึงไม่ได้ออกมาจำหน่ายจ่ายแจกให้กับประชาชนทั่วไป  ผมเดาเอาว่าทางวัดขอขายพระใหม่ที่กำลังจะสร้างให้หมดก่อนเพื่อจะนำเงินที่ได้ไปบูรณะวัดนั่นแหละครับ ( ทำไงได้ก้อ...ลงทุนไปแล้วอ่ะ)
ข้อมูลตรงนี้มันขาดหายไป...น่ะสิครับ!
พระสมเด็จชุดที่ค้นพบนี้เมื่อไม่ได้เอาออกมาเปิดเผยแล้วเอาไปเก็บไว้ไหน ?
อยู่ที่ “วัดระฆัง” หรือ “อยู่กับใคร”?
แล้วที่พบนั้นมีกี่พิมพ์  อะไรบ้าง ลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง?
ผมฉุกคิด! ขึ้นมาได้ว่ารูป “พระสมเด็จ” ในปฏิทินสามทหารก็ออกมาปี ๒๕๑๕  พระทุกองค์ในนั้นล้วนมีคราบสีน้ำตาลทั้งเข้ม  อ่อน มากบ้างน้อยบ้างอยู่แทบทุกองค์    คล้ายกับคราบกรุ หรือ คราบรัก เป็นไปได้มั๊ยว่ารูปดังกล่าวเป็นรูปของ “พระสมเด็จกรุเพดานโบสถ์วัดระฆัง”
ฝากท่านผู้อ่านได้แสดงความเห็น และ ช่วยคิดกันต่อเลยนะครับ
ผมเองก็จะกลับไป “ค้น ค้น ค้น”  ต่อเช่นเดียวกัน...ได้เรื่องยังไงแล้วเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังครับ
     “เจ้าประคู้....น  ลูกขอตั้งจิตอธิษฐาน    ถ้าบุญพาวาสนาส่งขอให้ “ท่านผู้อ่าน”และ  “ลูก”  มีโอกาสได้ครอบครองบูชา “พระสมเด็จพิมพ์ยอดขุนพล” ของ “สมเด็จโต” นี้ด้วยเถิด...สา.....ธุ!
from http://conservativesiam.blogspot.com/2010/11/blog-post_6630.html

Google Insights เป็นหนึ่งในอีกหลายสิ่งที่ทำให้ผมอยากตื่นนอนตอนเช้าในช่วงนี้ หลังจากห่างหายเรื่องการหาคีย์เวิร์ดมานามพอสมควร วันนี้ดาวคีย์เวิร์ดขึ้นมาตรงหัวผมพอดี ถึงเวลาแล้วครับที่จะมาอัปเดทการใช้เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดอย่าง Google Insights กันซักที

ไม่ว่าคุณจะทำเงินหรือทำการตลาดหรือทำมาหากินอะไรก็ตามตั้งแต่เปิดร้าน อาหาร สร้างโรงงาน นำเข้านำออกสินค้า และที่คุ้นเคยกันดีที่สุด การสร้าง Campaign Adwords, หาเงินกับ Affiliate และการหาเงินจากจำนวนคลิกกับ Ad Network อย่าง Google AdSense คุณก็ควรจะดูตาม้าตาเรือซักหน่อยว่าโลกเขาทำอะไรกันอยู่ ตลาดไหนมีแนวนโน้มที่จะดึงดูดคนมากขึ้นหรือน้อยลงตั้งแต่นี้ไป ไม่งั้นก็อาจจะต้องเสียเงินเสียเวลา และเหนื่อยฟรีได้ง่ายๆ

สมมุติโง่ๆ ว่า วันนี้ถ้าผมจะสร้างบล็อกเรื่องการเลือกซื้อทีวี แต่เลือกยี่ห้อไม่ถูกว่าจะเอา Sony หรือ Samsung เพราะดูจาก Google KW Tool แล้ว KW ทั้งสองก็มีการค้นหาที่พอไปวัดไปวาได้พอๆ กัน ผมจะรู้อนาคตได้ยังไงว่ายี่ห้อไหนจะทำให้อนาคตของบล็อกผมอับเฉาหรือดีได้ แล้วผมจะรู้ได้ยังไง หลายคนอาจตอบว่าก็ใช้ Google Trends สิรู้แน่ ใช่ครับรู้แน่ แต่ไม่รู้ทั้งหมดเท่า Google Insights อย่างแน่นอน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?

Google Trends จะบอกคุณได้ถึงความนิยมของ KW แต่ KW นั้นคุณต้องคิดหามาเองเท่านั้น Trends มันจะไม่บอกไม่แนะนำถึง KW หรือนิชที่ใก้ลเคียงที่สอดคล้องและที่น่าสนใจอื่นๆ อีกเลยว่า KW ไหนกำลังมาแรงอีกบ้างเหมือนกับ Google Insights

Insights แนะนำคีย์เวิร์ด Related Search KW...โดน

Breakout = Trends แนวโน้มสูงเกิน 5000%

นอกจากจะแนะนำ KW ที่น่าสนใจอื่นๆ แล้ว Google Insights ก็ยังบอกอีกด้วยว่า KW เหล่านั้นกำลังดวงตกหรือมีแนวโน้มความแรงในจังหวัดไหนบ้างด้วย สมมุติว่าถ้าคุณกำลังจะเปิดตัวสินค้าในช่วงอีกสองสามเดือนต่อจากนี้ เอาเป็นตระแกงปิ้งย่างรุ่นใหม่ล่าสุดใช้แล้วไม่ดำ ไม่เป็นสนิม แต่ไม่รู้ว่าจะไปจัดงานที่จังหวัดไหนดีถึงจะมีคนมางานเยอะที่ สุด สิ่งที่จะให้คำตอบคุณได้ก็คือ Google Insights อีกนั่นเอง

Filter Results & กราฟ 'เส้นประ' Forecast เพื่อทำนายเทร็นในอนาคต

ยังครับ ยังมีอีก จากภาพด้านบนจะเห็นว่า นอกจาก G. Insights จะอนุญาติให้ตั้งค่ากรองผลลัพธ์เพื่อวิเคราะห์เทร็นเฉพาะประเทศ จังหวัด หรือทั้งโลกแล้ว (เหมือน G. Trends) ยังตั้ง Filter กรองการวิเคราะห์เฉพาะ Web Search, Image Search, News Search และ Product Search ได้อีก อีกทัั้งให้คุณตั้งค่าวิเคราะห์ตามระยะเวลาย้อนหลังตามสั่งได้อีกด้วย ทำให้รู้ลึกรู้จริงในทุกแง่มุมของความนิยมของแต่ละคีย์เวริ์ดจริงๆ ยัังไงก็ไปลองใช้กันดูนะครับ ยังมีอะไรมากกว่าที่ผมพูดอีกหลายอย่าง ที่ผมเองอาจจะยังไม่รู้ แต่ถ้าคุณไม่รู้ใช้ยังไง ผมแนะนำให้เข้าไปที่ YouTube Google Channel จากนั้นคุณคงรู้นะว่าต้องทำยังไงต่อไป แล้วจะรู้ว่ามันทำอะไรได้อีกมาก ผมเองพักหลังๆ มานี้ก็ใช้เจ้า Insights หาไทเทิ้ลบทความภาษาอังกฤษดีๆ มามากต่อมากแล้ว

ป.ล. คีย์เวิร์ดที่ G. Insights แนะนำนั้นจะเฉลี่ยค่า (Normalize) เป็น 1-100 นะครับ ไม่ใช่จำนวนการค้นหาที่แท้จริง ไม่งั้นผลลัพธ์ต่างๆ จะไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้แบบนี้ เช่น ในคีย์เวิร์ดคำว่า TV ในจังหวัด สุโขทัย กับ กรุงเทพ แสดงกราฟออกมาที่ 100 เท่ากัน ไม่ได้แปลว่ามันมีจำนวนการค้นหาเท่ากัน (Traffic Search Volume) แต่ค่าแปลว่าในแต่ละจังหวัดนั้นมีสัดส่วนเฉลี่ยการค้นหาเท่ากันเมื่อดูจาก จำนวน Traffic ทั้งหมดของแต่ละจังหวัด โอย… งงป่าวเนี่ย ถ้างง ถามกันมาได้ครับ

from http://www.seodml.com/%E0%B8%AB%E0%B8%B2-keyword-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-google-insights.html

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...