"พระชุดสกุลลำพูนที่เป็นเนื้อโลหะ” ตอนที่ 5
พระเหล็กไหลดอยไซ โดย สำราญ กาญจนคูหา
“เวลาและกระแสน้ำนั้นไม่คอยใคร จะทำอะไรก็จงรีบทำเถิด”
มีคำกล่าวไว้เกี่ยวเนื่องกับ ”พระดอยไซ” ของเมืองลำพูนนานมาแล้วว่า
ดอยไซเหล็กไหลล้ำ พุทธคุณ
เป็นเอกองค์ค้ำจุน ทั่วหน้า
ชินเงินรวมเหล็กหลาย กันอยู่ตรึงตรา
ขลังลือนามท่านว่า “ สุดยอดพระพันปี ” โคลงโบราณ.
มีพระกรุลำพูนอีกชนิดหนึ่งที่วงการพระเครื่องไม่ค่อยจะรู้จัก นั่นก็คือ “ พระดอยไซ ” พระดอยไซนี้เป็นพระเนื้อโลหะผสมกันหลายอย่าง ชาวบ้านชาวเมืองลำพูนรู้จักและเรียกกันว่า ” พระเหล็กไหลดอยไซ ” หรือ ” พระหยวาดดอยไซ ” อันเป็นภาษาถิ่นที่มีความหมายว่าเป็นพระที่ตกมาจากที่สูงหรือมาจากนภากาศเบื้องบน อีกชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านเขาเรียกกันก็คือ “ พระหยืด ” ที่มีความหมายว่าองค์พระเมื่อถูกไฟลนจะอ่อนตัวและยืดได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง ของพระชนิดนี้ นอกจากจะมีพระดอยไซที่เป็นเนื้อโลหะแล้วยังมีพระดอยไซที่เป็นเนื้อดินเผาผสมว่านที่มีทั้งปางสมาธิและปางมารวิชัย ซึ่งเนื้อดินขององค์พระจะมีความละเอียดนวลหนึกนุ่มเช่นเดียวกับพระรอดและพระผงสุพรรณอันมีชื่อเสียง ซึ่งผู้เขียนได้นำภาพมาให้ท่านได้เห็นและจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
ก่อนนั้นวงการพระเครื่องของทางส่วนกลางไม่รู้จักและเข้าใจกันว่า ” พระดอยไซ ” นี้เป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาและเป็นพระกรุชนิดเดียวของเมืองลำพูนที่ทำด้วยเนื้อโลหะหลายอย่างผสมกัน ไม่มีพระชุดสกุลลำพูนชนิดอื่นใดที่มีทำด้วยเนื้อโลหะ ซึ่งก็ไม่เป็นความจริงดังที่กล่าวกัน
เรื่องราวของ “ พระดอยไซ ” นั้นเป็นที่รู้จักกันทางภาคเหนือโดยเฉพาะในเมืองลำพูนนานมาแล้ว ในสมัยก่อน ” พระดอยไซ ” เป็นที่ต้องการของบรรดาชายหนุ่ม รุ่นคึกคะนองที่ในสมัยก่อนต้องออกไปรบทัพจับศึกด้วยการเป็นทหารกล้าที่ต้องออกรบในแนวหน้า เพราะมีความเชื่อมั่นในพุทธคุณที่รวมทุกอย่างในองค์พระอย่างพร้อมมูล ไม่ว่าเรื่องข่ามคง คงกระพันชาตรี เมตตา มหานิยมโดยเฉพาะเรื่องแคล้วคลาดอยู่รอดปลอดภัย จนมีคำติดปากของคนในยุคนั้นว่า “ เอาพระรอดของวัดมหาวันแท้ๆ 10 องค์ มาแลกพระดอยไซ องค์เดียวก็ไม่เอา ” “ พระดอยไซ ” ได้ชื่อว่าเป็นพระเครื่องสำคัญชนิดหนึ่งของพระกรุชุดสกุลลำพูน ที่เราจะลืมและมองข้ามไปไม่ได้ จึงขอนำมาบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไม่ให้ลืมเลือนและสูญหายไป “ พระดอยไซ ” นั้นเป็นพระหนึ่งเดียวที่มีผู้กล่าวขวัญกันว่าเป็นพระที่มีเนื้อเหล็กไหลผสม เต็มไปด้วยกฤตยาคมอันสูงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังจิตอันกล้าแกร่ง ปลุกเสกด้วยมนต์พิธีกรรมต่างๆ อันเข้มขลังและศักดิ์สิทธิ์ มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐพร้อมทั้งฤาษีสมณะชีพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฎิบัติชอบเข้าร่วมในพิธีกรรม อันยิ่งใหญ่ ในการสร้างพระดอยไซนี้ขึ้นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มีเรื่องราวที่เชื่อกันว่าพระเหล็กไหลดอยไซนั้นถูกเก็บซ่อนไว้ภายในอุโมงค์ลึก ที่เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัตินานาชนิด มากมายมหาศาล จุดประสงค์ของการสร้างพระเหล็กไหลดอยไซ ก็เพื่อที่จะให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ สำหรับการปกป้องคุ้มครองขุมทรัพย์โบราณแห่งนี้ อันเป็นของที่หวงแหนของผู้ที่เป็นเจ้าของใน อดีตสมัยก่อนๆต้องนำมาซ่อนไว้ เพื่อให้รอดพ้นจากภัยสงครามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คำบอกเล่าต่างๆได้ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของชายชราชาวบ้านในละแวกของ ” วัดพระพุทธบาทดอยไซ ” ตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน ผู้เฒ่าคนนั้นได้เล่าว่าในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคณะของนักสำรวจชาว ” เยอรมัน ” ได้เข้ามาสำรวจบริเวณของวัดพระพุทธบาทดอยไซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขามุ่งตรงไปยังหน้าผาใหญ่ ที่ปิดปากถ้ำ ไว้โดยอำนาจ ลึกลับ ที่ไม่มีใครหยั่งรู้ว่าปากถ้ำนั้นถูกปิด ตายด้วย ” หินผาใหญ่ ” ได้อย่างไร คณะสำรวจนั้น พยายามหา ช่องทางที่จะที่จะเข้าไปภายในถ้ำ นั้นให้ได้ แต่ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถึงขนาดที่พวกเขาได้นำดินระเบิด ” ไดนาไมท์ ” ไปฝังรอบๆหินก้อนใหญ่ที่ปิดปากถ้ำ เพื่อทำการระเบิด มีการ จุดชนวนระเบิดหลายต่อหลายครั้ง แต่ทำได้เพียงแค่ จุดไม้ขีดไฟดัง ” ฟู่ ” เดียวเท่านั้น ชนวนที่ถูกจุดไฟนั้นก็พลันมีอันต้องดับลง ในทุกครั้งที่มีการจุดชนวน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คณะสำรวจที่เป็นชาวฝรั่งต่างชาติต่างประหลาดใจและมีความงุนงงเป็นอย่างมากว่า มีอะไรเกิดขึ้นและมันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร
คณะสำรวจต่างชาติได้พยายามทุกวิถีทางที่จะระเบิดเปิดปากถ้ำนั้น ให้ได้ ดูพวก เขาช่าง มีความอดทนมุ่งมั่นและมีความพยายามอย่างเหลือเกิน พวกเขาคงจะได้ข้อมูล หรือคงจะมีลายแทงบอกที่เก็บขุมทรัพย์ของสถานที่แห่งนี้มาจากที่ใดที่หนึ่งก็ได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้พวกเขาโกรธแค้น หัวเสียและเกิดความท้อแท้ผิดหวัง ในที่สุดจึงละความพยายามโดยทิ้งความฉงนสนเท่ห์ไว้เบื้องหลัง ให้เหลือไว้เป็นเพียงตำนานให้ได้เล่าขานสืบต่อกันมา สิ่งที่หลงเหลืออยู่ให้เห็นเป็นประจักษ์พยานก็คือ รอยเจาะของรูที่ฝังระเบิดตรงหินผาที่ปิดปากถ้ำที่พวกนักสำรวจ ต่างชาติได้ เจาะเพื่อฝังดินระเบิด ” ไดนาไมท์ ” ในครั้งกระโน้น ยังมีปรากฎหลงเหลือให้เห็นตรงหน้าผาของปากทางเข้าถ้ำมหา สมบัติ จนทุกวันนี้ ในสมัยก่อนๆ นับเป็นร้อยๆปีที่ผ่านไป ผู้คนชาวเมือง ลำพูน ต่างได้พากันเสาะแสวงหาพระเครื่องกันเพื่อใช้ในการคุ้มครองตัวเองจากภัยร้ายต่างๆและการศึกสงครามที่มีมาอย่างต่อเนื่อง พระเครื่องชนิดใดที่ได้ชื่อว่า “ ข่ามคงทนต่ออาวุธ ” ที่ใช้ในการตีรันฟันแทงนั้นจะเป็นที่ต้องการและเสาะแสวงหาเป็นอย่างมา กยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด บรรดาผู้ที่เป็นเจ้าของพระชนิดดังกล่าวต่างหวงแหนและถือได้ว่าตนเองนั้นมีที่พึ่งเป็นพระที่ข่ามคง เหนียวเป็นหนึ่งไม่มีสอง ที่ไม่มีใครทาบได้ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง ของลูกผู้ชายในยุคนั้น หนึ่งในพระเครื่องที่เป็นที่ต้องการของบรรดาผู้กล้านั้นก็คือ “ พระเหล็กไหลดอยไซ ” อันถือว่า เป็นยอดแห่งพระเครื่องสำคัญอันเป็นที่ใฝ่ฝันและมีการเสาะแสวงหามากที่สุด ซึ่งความจริงก็มีให้เห็นเป็นประจักษ์แก่ตาและคำเล่าลือของผู้คนในยุคนั้น พระเครื่องที่เด่น ดังในเรื่องความเหนียว คงกระพันชาตรีนั้น มีความหมายมากสำหรับคนในยุคสมัยก่อนเก่า ทีมีการใช้อาวุธของมีคมประเภท ตีรันฟันแทง เช่นง้าว หอก ดาบ เหลน หลาว ความนิยมพระเครื่องต่างๆก็เป็นไปตามยุคสมัยของแต่ละเวลา ถือได้ว่าเป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญมากที่สุด และแล้วทุกอย่างก็ได้แปรเปลี่ยนไป กลายเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนอันเป็นกฎอนิจจังที่ไม่มีสิ่งใดจะอยู่คงที่และจะจีรังยั่งยืนไปโดยตลอด ปัจจุบัน ” พระเหล็กไหลดอยไซ ” เด็กรุ่นใหม่ แทบจะไม่รู้จักและเคยพบเห็นว่ามีรูปลักษณะเป็นเช่นไร และไม่มีใครที่พอจะรู้เรื่องที่จะนำมาเสนอได้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องค้นคว้านำมาบันทึกไว้ไม่ให้สูญหายไป จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่นำมาบอกกล่าวเล่าให้ได้รู้กัน ทุกวันนี้ ” พระเหล็กไหลดอยไซ ” ที่แท้จริง นั้นคงมีคนรู้จักกันน้อยจนไม่สามารถบอกได้ว่ามีรูปลักษณะเป็นเช่นไร จะมีให้เห็นก็เป็นเพียงพระเก๊หรือของปลอมที่ทำขึ้นมาเพื่อหลอกขายเท่านั้น มีการเรียกชื่อของพระชนิดนี้กันอย่างผิดๆโดยเรียกไปว่า ” พระดอยไทร ” ซึ่งมีความหมายว่า ดอยของต้นไทรที่มีรากอากาศงอกย้อยห้อยลงมา สำหรับชื่อที่ถูกต้องนั้นคือ ” พระเหล็กไหลดอยไซ ” คำว่า ” ไซ ” นั้นมีความหมายอยู่สองอย่างตามภาษาท้องถิ่น “ ไซ ” หนึ่งคือเครื่องมือที่ใช้ดักจับปลาอันเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน “ ไซ ” นี้สานด้วยไม้ไผ่ เมื่อปลาพลัดหลงเข้าไปก็ออกไม่ได้ ลักษณะจะเป็นเช่นตัวอย่างของไซเล็กๆ ที่บรรดาเกจิอาจารย์ได้ทำพิธีเสกเป่า ให้บรรดาพ่อค้าแม่ขายห้อยไว้ตามหน้าร้านโดยเชื่อว่า ” ไซวิเศษ ” นั้น จะช่วยดักเงินดักทองให้เข้ามามากให้ทำมาค้าขึ้นกัน นั่นเป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง “ ไซ ” อีกความหมายหนึ่งก็คือหมายถึงชัยชนะในภาษาถิ่นดังนั้น ” ดอยไซ ” จึงมีความหมายโดยรวมว่า ” ดอยแห่งชัยชนะ ” ที่สามารถเก็บซ่อนขุมทรัพย์อันมหาศาลให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของศัตรูได้อย่างปลอดภัย ผู้เขียนเห็นว่า คำหลังนี้จะเหมาะกว่า หรือท่านจะคิดอย่างไร
วัดพระบาทดอยไซนั้นเป็นวัดเก่าแก่โบราณ ตั้งอยู่บนดอยที่ไม่สูงนักมีต้นไม้ใหญ่น้อยเป็นร่มเงาดูร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามและเงียบสงบ สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่อยู่ในยุคของหริภุญไชยตอนต้น เป็นเส้นทางที่อยู่ในแนวเดียวกับ ” วัดชุหบรรพต ” หรือ ” วัดดอยติ ” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่โบราณที่อยู่ในยุคเดียวกัน ใกล้ๆบริเวณของวัดดอยไซปรากฎแนวเส้นทางเดินโบราณที่เชื่อมต่อไปยังเมืองลำปางให้เห็น ซึ่งในสมัยก่อนใช้เส้นทางนี้กัน วัดพระบาทดอยไซนี้มีรอยพระพุทธบาทโบราณปรากฎอยู่ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้เพราะวัดนี้เป็นเพียงวัดบ้านนอกเล็กๆที่ไม่ประกาศตัวว่ามีความสำคัญเช่นไร เนื่องจากอยู่ห่างจากตัวเมืองมาก จากข้อเขียนนี้คงจะทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลที่เป็นสายตรงคงจะเข้าไปดูแลและช่วยส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองลำพูน ของดีของเมืองลำพูนยังมีอีกมากมายที่รอการพัฒนาและทำการค้นคว้าศึกษาเพื่อให้รู้ไว้เพื่อเป็นหลักฐาน มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทบนแผ่นหินผาขรุขระในบริเวณวัดร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ในบริเวณของโครงการบ้านจัดสรร ” ม่อนเบิกฟ้า ” ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน ไม่ไกลจากวัดดอยไซนัก รอยพระพุทธบาทนี้ อยู่ใกล้กับที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ “ หรือ ” สถาบันนิด้า ” จังหวัดลำพูน รอยพระพุทธบาทที่ค้นพบนี้เป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องขวาหันมุ่งไปทางทิศตะวันตกมีขนาดกว้าง 50 ซ.ม ยาว80ซ.ม นอกจากนี้ใกล้ๆกันยังปรากฎมีรูลึกที่เชื่อกันว่าเป็นรูของไม้เท้าของพระพุทธองค์อยู่บนแผ่นผานั้นด้วย ทางเจ้าของโครงการมีความเคารพและศรัทธาในรอยพระพุทธบาทเป็นอย่างมากได้สร้างมณฑป ครอบรอยพระพุทธบาทนี้ไว้อย่างสวยงาม นอกจากนี้แล้วในบริเวณทุ่งนาของชาวบ้านในตำบลเหมืองจี้นั้น เคยมีการขุดพบพระพิมพ์ต่างๆของพระชุดสกุลลำพูนมากมายหลายชนิด รวมทั้งเศษเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าแก่ของยุคหริภุญไชย ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงความเจริญและความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาในสมัยโบราณเก่าก่อนของอาณาจักรหริภุญไชยที่มีการสร้างสถานที่เคารพกระจายไปทั่วได้เป็น อย่างดี รายละเอียดต่างๆของพระดอยไซ ” นั้นแต่เดิมคงจะเป็นพระแผ่นโลหะที่สร้างไว้ประดับตามผนังถ้ำเ พื่อความอลังการและเข้มขลังของสถานที่พระดอยไซที่สร้างขึ้นมานั้นคงจะมีหลายแบบหลายอย่าง เนื้อโลหะของพระดอยไซนั้นทำด้วยแร่ธาตุพิเศษซึ่งคงจะหาไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ผู้เขียนเคยได้ยินจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสหลายท่านที่เล่าว่า “ พระเหล็กไหล ” ดอยไซนั้นทำมาจากวัตถุธาตุกายสิทธิ์ที่เป็นของวิเศษโดยแท้ มีผู้คนได้นำพระเหล็กไหลชนิดนี้มาลนไฟ พระชนิดนี้จะอ่อนตัวและยืดออกมา แต่ครั้นเมื่อนำไฟที่ลนออกไป ส่วนที่ยืดออกก็จะหดคืนสภาพเก่า จนเป็นที่ร่ำ ลือกันถึงความอัศจรรย์ ของพระชนิดนี้ ซึ่งในสมัยนั้นซึ่งบรรดาผู้คนชาวบ้านชาวเมือง ต่างตั้งมั่นอยู่ในศิลในสัตย์กันอย่างเคร่งครัดในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนากันอย่างมั่นคง จากการที่ได้พิจารณาดูเนื้อหาของพระดอยไซอย่างละเอียดนั้น “ พระเหล็กไหลดอยไซ ” เป็นพระเนื้อโลหะคล้ายเนื้อชินเป็นส่วนใหญ่มีแร่ธาตุหลายอย่างปะปนอยู่ ที่เรียกกันว่า ชินเงิน ชินตะกั่ว เนื้อโลหะขององค์พระจะเป็นแบบเนื้อระเบิด ที่มีรอยปริแตกร้าวไปเกือบทั้งองค์ เนื่องจากความเก่าและต้องอยู่ในที่อับชื้นภายในถ้ำ และหินผา ลักษณะโดยรวมจะเป็น แผ่นบางๆ ไม่ได้หนามาก ด้านหลังจะเป็นรอยขรุขระเหมือนกับลายของหินผาซึ่งพระชนิดนี้ถูกปะติดไว้ ทั่วทั้งองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมีเศษของดิน หินและปูนขาวเป็นคราบกรุติดอยู่อย่างแน่นหนาเอาออกได้ไม่ง่าย
โดยเฉพาะด้านหลังขององค์พระจะเป็นลวดลายของพื้นผนังถ้ำอันขรุขระ ซึ่งจะเป็นแบบนี้เกือบทุกองค์ ที่เป็นความแปลกอย่างหนึ่ง ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่ อำนวยสำหรับพระเนื้อโลหะที่มีลักษณะบอบบางจึงทำให้พระดอยไซส่วนใหญ่จะชำรุดแตกหักเสียหาย แต่ก็ยังคงไว้ในรายละเอียดต่างๆให้เห็นถึงศิลปะขององค์พระให้รู้ว่าอยู่ในยุคของสมัยใดได้อย่างชัดเจน เพราะความบอบบางและแบนราบขององค์พระ การจับต้อง เป็นเรื่องลำบากอาจจะทำให้องค์พระเกิดแตกหักเสียหายได้ ด้วยความรักและหวงแหนในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หายากบรรดาผู้เป็นเจ้าของต่างก็พยายามประคับประคองรักษาองค์พระของตนไว้เป็นอย่างดี วิธีการที่ดีและง่ายที่สุดของภูมิปัญญาชาวบ้านที่ในยุคนั้นซึ่งไม่มีกรอบพระต่างๆไว้ใส่องค์พระเหมือนปัจจุบันวิธีที่ง่ายที่สุด เขาเหล่านั้นจะหาไม้สักแผ่นบางๆตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่กว่าองค์พระเล็กน้อยพองามแล้วนำเอาองค์พระวางทาบแล้วแกะเป็นแอ่งตามรอยรูปสามเหลี่ยมลึกพอประมาณพอที่จะเอาองค์พระใส่ลงไปได้พอดีหลังจากนั้นเอาขี้ผึ้งเป็นตัวประสานยึดไม่ให้องค์พระหลุดออกมาได้ง่ายจัดการตกแต่งแผ่นไม้ที่ใส่องค์พระให้เรียบร้อยตามความต้องการเท่านี้องค์พระที่ตนหวงแหนก็ดูแข็งแรงโดยมีแผ่นไม้ป้องกันการแตกหักเสียหายไปได้ชั้นหนึ่ง การจะนำติดตัวเขาจะห่อด้วยผ้าแดงอย่างทะนุถนอมและเชื่อมั่นในพุทธคุณอันสูงส่ง ดังนั้นเราจึงได้เห็นพระเหล็กไหลดอยไซรุ่นเก่าๆถูกดามม์ด้วยแผ่นไม้สักบางๆเกือบทุกองค์ดังที่เห็นในภาพ “ พระเหล็กไหลดอยไซ ” มีรูปลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยมปลายมนเล็กน้อยส่วนบนสุดเป็นส่วนของปลายเกศ องค์พระตัดขอบชิดจะมีปีกหรือเนื้อส่วนเกินให้เห็นอยู่บ้างเป็นบางองค์ มีทั้งปางสมาธิและปางมารวิชัย หน้าตาขององค์พระจะดูดุดัน ดวงตาเป็นเม็ดกลมนูนโปนออกมาทั้งสองข้าง คิ้วทั้งสองชนกันเป็นรูปปีกกาซึ่งเป็นอิทธิพลของศิลปะขอมละโว้และทวารวดี เม็ดพระศกของพระเหล็กไหลดอยไซนี้เป็นเม็ดกลมโค้งมนเรียบร้อยแบ่งกรอบหน้าให้เป็นเสมือนกรอบของขอบไรพระศก เศียรขององค์พระเรียวแหลมขึ้นไปคล้ายทรงมงกุฎดูคล้ายกับเศียรของพระประธานของพระเหลี้ยมเล็กพิมพ์นิยม ลำคอเห็นเป็นปล้อง
การห่มจีวรเป็นแบบห่มดองสังฆาฏิยาวห้อยย้อยลงมาพองามหน้าอกเบื้องขวาจะเห็นหัวนมเป็นเม็ดกลมชัดเจนทั้งสองพิมพ์ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพระเหล็กไหลดอยไซ ปางสมาธินั้นมือขวาวางทับบนมือซ้ายประสานกันบนกึ่งกลางของหน้าตักที่มีขาขวาทับขาซ้าย แขนและขาของพระดูผอมเรียวยาวที่มองดูเหมือนกับว่าเก้งก้าง ฐานที่ประทับนั้นมีรูปแบบหลายอย่างเช่นเป็นลักษณะของบัวหงายบัวคว่ำ และลายก้างปลา ตรงฐาน ส่วน ใหญ่จะ เป็นฐานตัด ศิลปะขององค์พระพอจะสรุปได้ว่าเป็น ” ศิลปะแบบทวารวดี ” ขอมละโว้ ” ที่เข้ามามีอืทธิพลในพุทธศิลป์ของเมืองลำพูนแห่งนี้ องค์พระมีส่วนคล้ายกับ “ พระผงสุพรรณ ” “ พระสุพรรณยอดโถ ” พระสุพรรณหลังผาน ” เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เพียงแต่ว่า ” พระดอยไซ ” นั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่า มีผู้กล่าวและเปรียบเทียบ ” พระเหล็กไหลดอยไซ ” นี้ว่า สร้างขึ้นในสมัยปลายเชียงแสน ต้นอยุธยาโดยสังเกตุจากเค้าหน้าขององค์พระว่าเป็นหน้าแบบตั๊กแตน ซึ่งเป็นที่นิยมสร้างกันในสมัยอยุธยา และประมาณกาลของอายุพระชนิดนี้ว่า คงอยู่ในราว 400ถึง 600ปีเท่านั้น ในข้อสันนิษฐานต่างๆนี้ผู้เขียนได้นำพระดอยไซลองเปรียบเทียบกับพระปรกโพธิ์เชียงแสนและพระพิมพ์ต่างๆที่มีอยู่ในสมัยเชียงแสน ได้เห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจนกล่าวคือพระพิมพ์หรือพระบูชาในสมัยเชียงแสนนั้นจะมีใบหน้าที่ดูเอิบอิ่มยิ้มแย้มแช่มชื่น หน้าตาจะมีความเมตตาอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีส่วนใดที่จะคล้ายหรือเหมือนกันเลย ตรงกันข้าม พระดอยไซนั้นจะมีหน้าตาที่เข้มดูขึงขันและดุดันดูเอาจริงเอาจัง และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพุทธศิลป์ของพระผงสุพรรณหรือพระพิมพ์ในสกุลสุพรรณกลับจะมีความเหมือนและคล้ายกันอย่างน่าประหลาดทั้งๆที่ทั้งสองเมืองนี้ อยู่ห่างไกลกันมากกลับมีการสร้างพระพิมพ์ที่มีพุทธศิลป์ได้ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะมีข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่งก็คือพระพุทธพิมพ์ทั้งสองแห่งนั้นได้ถูกสร้างขึ้นโดยฤาษีที่มีเดชตบะอันสูงอันมีการกล่าวถึงไว้ในตำนานของทั้งสองเมือง นอกจากจะมีการขุดพบพระเหล็กไหลดอยไซนี้แล้ว ภายหลังยังมีการขุดพบพระพิมพ์ต่างๆที่อยู่ในยุคทวารวดีอีกมากมายเช่น “ พระซุ้มกระรอกกระแต ” พระซุ้มพุทธคยา ” พระปางปฐมเทศนา ” “ พระปางเสด็จจากดาวดึงส์ ” พระโพธิสัตว์ในปางต่าง ” ซึ่งมีทั้งเนื้อดินและเนื้อโลหะปะปนกันในบริเวณดอยไซแห่งนี้ อันเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่า ณบริเวณดอยไซนี้อยู่ในยุคของ ” หริภุญไชย ” โบราณ
คุณวิเศษของพระดอยไซนั้น เชื่อกันได้และมีผลให้ได้เห็นเป็นประจักษ์กันมาแล้วว่าเป็นยอดทางคงกระพันชาตรีจริงๆ อาวุธต่างๆจะทำอันตรายไม่ได้ง่ายๆ ผู้เขียนเคยได้พบกับ ” คุณลุงหมอผล สุวรรณโสภณ ” แพทย์แผนโบราณที่มีบ้านอยู่หน้าสถานีตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ท่านเคยเป็นตำรวจมือปราบชั้นประทวนได้ทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายอย่างโชกโชน คนร้ายต่างเกรงกลัวลุงหมอมาก ผู้ร้ายที่มีปืนต่างต้องทิ้งปืนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับท่าน เพราะปืนที่ถืออยู่ไม่มีประโยชน์ ที่จะทำร้ายท่านได้เนื่องด้วยท่านมีพระเหล็กไหลดอยไซที่ท่านแขวนติดตัวไว้ มีพลานุภาพและชื่อเสียงเป็นที่รู้กันไปทั่วเมืองลำพูนในยุคนั้น อีกท่านหนึ่งก็คือ “ ลุงกำนันคำ สุระธง ” แห่งบ้านบ่อแห้ว ตำบลสันต้นธงอำเภอเมืองลำพูน ท่านผู้นี้มีพระเหล็กไหลดอยไซไว้คุ้มกันตัวเองที่ทำให้บรรดาโจรผู้ร้ายและบรรดาขโมยต่างเข็ดขยาดกันไปทั่ว หมู่บ้านของท่านจึงอยู่กันมาด้วยความสุขสงบท่านได้เคยให้ผู้เขียนได้ดูพระเหล็กไหลดอยไซของท่านอย่างชัดเจน ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนนำมาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบอย่างเต็มปากเต็มคำ
ต่อจากนี้ไปจะเป็นภาพต่างๆของ “ พระเหล็กไหลดอยไซ ” ที่เป็นทั้งเนื้อโลหะและเนื้อดิน ทั้งปางสมาธิและปางมารวิชัยให้ท่านได้ชมกัน ท่านสามารถที่จะขยายภาพให้ใหญ่เพื่อดูเนื้อแท้ขององค์พระได้อย่างเต็มที่ว่าองค์พระมีความเก่าแก่เช่นไร ขอให้ท่านได้มีความสุขกับการเรียนรู้ในเรื่องราวของพระกรุที่เป็นของแท้และหาชมได้ยากยิ่ง
ภาพที่ 1 เป็นภาพของพระที่ชำรุดแตกหักเสียหาย จากการขุดค้นหา ณบริเวณเชิงดอยอันเป็นที่ตั้งของวัดพระพุทธบาทดอยไซ ตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน ภาพนี้อยู่บนพื้นผ้าสีเหลืองเพื่อให้ดูกันอย่างชัดเจน เป็นภาพของพระเนื้อโลหะที่ขุดพบ อันประกอบไปด้วย พระซุ้มกระรอกกระแต พระดอยไซแบบปางสมาธิและปางมารวิชัย นอกจากนี้แล้วยังมีพระสมัยทวารวดีปรากฎให้ได้เห็นอันเป็นการบ่งบอกถึงยุคสมัยของพระเหล่านี้ว่าถึงยุคจริงๆ
ภาพที่ 2 บนพื้นของผ้าสีแดง เป็นพระที่ชำรุดอีกส่วนหนึ่งที่ขุดพบในแหล่งเดียวกัน เป็นชิ้นส่วนของเศียรพระ ลำตัวขององค์พระรวมทั้งส่วนประกอบอื่นๆ จะเห็นถึงความเก่าของเนื้อโลหะ คราบกรุและศิลปะขององค์พระที่ชำรุดหักพังไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง ต่อจากนี้ไปท่านจะได้เห็นองค์พระที่มีความสมบูรณ์ไม่หักบิ่นในส่วนใดเพื่อเป็นความรู้สำหรับการศึกษาในเรื่องของพระกรุชุดสกุลลำพูนที่เป็นพระเนื้อโลหะที่ผู้เขียนได้นำมาแสดงเปรียบเทียบกับพระชนิดเดียวกันที่เป็นเนื้อดินเผาว่าจะมีความเหมือนและแตกต่างกันเช่นไร
ภาพที่ 3 เป็นพระดอยไซเนื้อโลหะปิดทองบางๆทั่วองค์พระ อันถือว่าเป็นการแสดงความเคารพบูชาอย่างสูงสุดอย่างหนึ่งของคนโบราณในสมัยก่อน องค์พระเป็นพระปางสมาธิที่พบเห็นกันน้อยสำหรับพระสกุลลำพูน การห่มจีวรเป็นลักษณะของการห่มดองเช่นเดียวกับพระรอดจะมองเห็นเม็ดพระถันเป็นตุ่มเม็ดนูนกลมโตดูเด่นอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของพระดอยไซ เศียรส่วนบนสุดเป็นปลายแหลมเม็ดพระศกกลมโตชัดเจนดี ดวงตาโปนนูนทำให้ดูหน้าค่อนไปทางดุดันดูถมึงทึง ปากเป็นปื้น ใบหูยาวพอประมาณ สะดือเป็นเบ้าลึก ลำองค์มองดูชลูดค่อนไปทางผอมบาง แขนขาดูเก้งก้างสมกับเป็นพระที่ฤาษีเป็นผู้สร้างจริงๆและมีส่วนคล้ายไปทางพระผงสุพรรณเป็นลักษณะของพุทธศิลป์แบบทวารวดียุคคลี่คลาย ส่วนฐานบัลลังก์ที่เป็นแบบลวดลายของลายก้างปลาสลับไปมาองค์พระมีความสูง 2 1/2นิ้ว กว้าง 1 1/4นิ้ว หนา 1/4 นิ้ว น้ำหนัก 25 กรัม ขุดได้ในบริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 4 พระดอยไซปางสมาธิเนื้อดินเผาสีพิกุล เป็นพระที่มีเนื้อละเอียดเกือบจะเท่ากับเนื้อดินของพระรอดวัดมหาวัน พระพุทธคุณสูงทั้งความเมตตามหานิยม แคล้วคลาดรวมทั้งคงกระพันชาตรีมีพร้อมในพระดอยไซ ลวดลายประดับไม่มีอะไรมาก เป็นแบบที่เรียบง่ายคล้ายกับพระผงสุพรรณ พระดอยไซมีลักษณะที่เด่นก็คือมีเม็ดพระศกใหญ่ หูหนา ตาโปน ลำตัวยาวแขนขาดูเก้งก้างประทับนั่งบนฐานดอกบัวที่ทำเป็นลักษณะบัวคว่ำบัวหงาย ขุดได้ในบริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน ขนาดกว้าง 1 นิ้ว สูง1 3/4 นิ้ว หนา 1/4นิ้ว
ภาพที่ 5 พระดอยไซเนื้อโลหะที่อยู่ในกรอบไม้สักบางๆ อันเป็นการรักษาองค์พระไม่ให้แตกหักเสียหายหรือถูกทำลายลงไปง่ายๆเมื่อถูกพกพาไปในที่ต่างๆ เป็นการป้องกันตามภูมิปัญญาของชาวบ้านในสมัยก่อน สังเกตุให้เห็นเม็ดพระศกที่เป็นเม็ดกลมโต ดวงตาที่นูนโปนเด่น ปากเป็นปื้น ลำคอเป็นปล้องๆ ห่มจีวรแบบห่มดอง เห็นเม็ดถันกลมโตนูนเด่น องค์พระประทับนั่งอย่างสงบนิ่งดูขลังเอาการ ขนาดกว้าง 1 1/4นิ้ว สูง 2 นิ้ว หนา 1/2 ซ.ม. ขุดได้บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซลำพูน
ภาพที่ 6 เป็นพระดอยไซปางสมาธิเนื้อดินเผาที่มีเนื้อละเอียด เป็นพระที่งดงามเรียบร้อยไม่หักหรือบิ่นในส่วนใด ขุดพบในที่แห่งเดียวกัน ขนาดกว้าง 1 นิ้ว สูง 1 1/2 นิ้ว หนา 3/4 นิ้ว
ภาพที่ 7 พระดอยไซเนื้อโลหะสีดำที่มองดูเข้มขลังดุดัน มีปีกหรือเนื้อเกินยื่นออกมาให้เห็น ประทับนั่งปางสมาธิราบ องค์พระมีเม็ดพระศกกลมโตเป็นเม็ดมันวาว โดยส่วนใหญ่ของพระดอยไซที่เป็นเนื้อโลหะนั้นจะหาชนิดที่สมบูรณ์งามพร้อมนั้นค่อนข้างจะหายาก ผู้เขียนได้ทำการคัดเลือกเฉพาะพระที่มีความชัดเจนและสมบูรณ์มาให้ท่านได้ชื่นชมกัน ขนาดขององค์พระกว้าง 1 นิ้ว สูง 1 ? นิ้ว หนา ? นิ้วพุทธคุณนับว่าเป็นเลิศ น้ำหนัก 20 กรัม ขุดได้ที่บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 8 พระดอยไซเนื้อดินเผาปางสมาธิ เป็นพระดอยไซที่สมบูรณ์อีกองค์หนึ่ง มีคราบกรุสีเทาดำติดอยู่อย่างบางเบาตามพื้นผิวและซอกลึกขององค์พระ ขนาดกว้าง 3/4 นิ้วสูง 1 3/4นิ้ว หนา 1/4 นิ้วขุดได้บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 9 เป็นภาพของพระดอยไซเนื้อโลหะที่งดงามและสมบูรณ์แบบที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพระดอยไซสองหน้าปางสมาธิ ความคมชัดของพิมพ์ทำให้พระดอยไซองค์นี้มีความโดดเด่นเป็นหนึ่งไม่มีสอง ทั้งรูปลักษณ์ขององค์พระก็งดงามได้สัดส่วนในทุกประการ ด้วยความเป็นพระสองหน้า จึงทำให้องค์พระมีน้ำหนักมากกว่า พระดอยไซองค์อื่นคือ มีน้ำหนักถึง 60 กรัม กว้าง 1 นิ้ว สูง 2 นิ้ว หนา 1 ซ.ม ขุดได้ในแหล่งเดียวกัน เป็นพระประทับนั่งปางสมาธิทั้งสองหน้า มองดูเข้มขลังน่าเคารพบูชาเป็นที่ยิ่ง ผู้เขียนได้ทดลองอาราธนาทำการปลุกพระโดยผู้เชี่ยวชาญปรากฎว่ามีพระพุทธคุณที่แรงมากเป็นพุทธคุณชนิดครอบคลุมทุกอย่าง จนทำให้ผู้ที่ทำการปลุกบอกสู้ไม่ไหว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง หลายคนอาจจะไม่เชื่อในวิธีการนี้ แต่เราก็ไม่อาจจะลบหลู่ในพระพุทธคุณอันล้ำเลิศได้ พระดอยไซ องค์นี้ขุดได้บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 10 เป็นพระดอยไซเนื้อดินเผาปางสมาธิราบสีพิกุล การนำเอาพระดอยไซมาแสดงให้ได้เห็นทั้งเนื้อดินและเนื้อโลหะเป็นคู่ๆนั้น ผู้เขียนต้องการให้ท่านผู้ อ่านได้ทราบและรู้ว่าพระพิมพ์ในชุดสกุลลำพูนทุกอย่างที่มีอยู่นั้น มีทั้งเนื้อดินเผาและเนื้อโลหะจริง ๆ ซึ่งแม้กระทั่งพระดอยไซที่นักนิยมพระเครื่องในปัจจุบันแทบจะไม่รู้จักและไม่เคยได้เห็นองค์จริงทั้งๆที่เป็นพระที่มีชื่อเสียงอันเป็นตำนานที่กล่าวถึงอย่างลือลั่นในอดีต ก็ยังมีทั้งเนื้อดินและเนื้อโลหะให้ได้เห็น ดังที่ได้นำมาแสดงไว้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้ผู้เขียนจะละเว้นเรื่อง “ พระชุดสกุลลำพูนที่เป็นเนื้อโลหะ ” โดยไม่นำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่วงการพระเครื่องของเมืองลำพูนต่อไปได้ ขอให้ท่านได้ติดตามเรื่องราวต่างๆต่อไป พระดอยไซองค์นี้มีความกว้าง 1 นิ้วสูง 1 3/4 นิ้ว หนา 1/4 นิ้ว ขุดพบในแหล่งเดียวกัน
ภาพที่ 11 พระดอยไซเนื้อชินเงินปางสมาธิราบ เป็นพระดอยไซอีกองค์หนึ่งที่หาพบยากมาก ไม่มีปรากฎในสนามพระใดๆให้ได้เห็น จึงนำมาแสดงให้ท่านได้เห็นเป็นประจักษ์ว่ามีพระชนิดนี้จริงๆ มีขนาดกว้าง 1 นิ้ว สูง 1 3/4 นิ้ว หนา 1/4ซ.มขุดพบในบริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 12 พระดอยไซปางสมาธิเนื้อดินเผาอีกองค์หนึ่งที่มีขนาดกว้าง 1 นิ้ว สูง 1 3/4 นิ้ว หนา 3/4 นิ้วขุดพบบริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 13 พระดอยไซเนื้อโลหะตะกั่วปางสมาธิที่มีคราบกรุติดอยู่ตามพื้นผิวและตามซอกต่างๆขององค์พระ ไม่ได้เอาขี้กรุคราบออก เพื่อให้เห็นสภาพเดิมๆขององค์พระ ซึ่งนักนิยมพระถือกันว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพระกรุที่ให้ได้เห็นสภาพขององค์พระเดิมๆอย่างแท้จริงว่าเป็นเช่นไร พระดอยไซองค์นี้มีสภาพสมบูรณ์เต็มร้อย ความกว้าง 1 นิ้ว สูง 1 3/4 นิ้ว หนา 1/2 ซ.ม ขุดพบในที่แหล่งเดียวกัน
ภาพที่ 14 พระดอยไซปางสมาธิเนื้อดินเผาสีแดงที่มีความละเอียดของเนื้อ จะเห็นความเหี่ยวย่นอันบ่งบอกถึงความเก่าแก่ของอายุที่มีอย่างยาวนาน ตามแบบของพระกรุโดยแท้ขนาดกว้าง 1 นิ้ว สูง 1 3/4 นิ้ว หนา 3/4 นิ้ว ขุดได้บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 15 ภาพนี้เป็นพระดอยไซปางสมาธิสองหน้าที่งดงามและคมชัดของพระดอยไซในภาพที่ 9 นำเสนอให้ดูเพื่อเปรียบเทียบกับพระดอยไซอีกหน้าหนึ่งในองค์เดียวกัน ให้ได้เห็นถึงความเก่าแก่ของเนื้อพระว่าเป็นเช่นใด
ภาพที่ 16 เป็นพระดอยไซเนื้อดินสีแดงปางสมาธิ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ไม่มีลายนิ้วมือ แต่เป็นรอยเหี่ยวย่นตามธรรมชาติของพระกรุที่มีอายุเก่าแก่ของหนึ่งในพระชุดสกุลลำพูนที่ควรจะรู้จักกันเอาไว้ พระดอยไซนอกจากจะมีปางสมาธิแล้ว ยังมีแบบที่เป็นพระปางมารวิชัย ซึ่งมีทั้งเป็นแบบเนื้อดินและเนื้อโลหะดังท่านจะได้เห็นในภาพต่อไปนี้
ภาพที่ 17 พระดอยไซเนื้อโลหะที่งามสมบูรณ์เป็นที่สุดอีกองค์หนึ่ง ซึ่งองค์พระประทับนั่งบนฐานบัลลังก์ที่เป็นฐานแบบบัวหงายบัวคว่ำ ให้ท่านสังเกตุตรงฐานประทับของพระดอยไซนั้นจะมีเป็นสองแบบคือเป็นลายก้างปลา ที่สลับไปมาและแบบบัวหงายบัวคว่ำ เป็นพระปางมารวิชัย เม็ดพระศกเป็นเม็ดกลมโต เศียรเป็นแบบทรงกรวย แหลมขึ้นไป ดวงตานูนโปนอันเป็นศิลปะทวารวดี ลำคอเป็นปล้องๆการห่มจีวรแบบห่มดองเห็นเม็ดพระถันเป็นตุ่มชัดเจน องค์พระได้สัดส่วนงดงาม น่าประทับใจเมื่อได้เพ่งพิศดูไปนานๆ พระดอยไซองค์นี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในกรอบไม้ ที่มีขี้ผึ้งเป็นตัวยึดติดเอาไว้ไม่ให้หลุดออกมาเป็นการป้องกันองค์พระยามพกพาไปในทุกที่ด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้าน พระดอยไซองค์นี้เป็นพระเก่าเก็บที่อยู่ในละแวกบ้านป่าสักอำเภอเมืองลำพูน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดพระพุทธบาทดอยไซมากนัก ขนาดกว้าง 1 1/4 นิ้ว สูง 2 1/2นิ้ว หนา 1/4 นิ้ว
ภาพที่ 18 เป็นพระดอยไซปางมารวิชัยเนื้อดินสีแดงที่มีคราบกรุเป็นปูนขาวติดอยู่ตามพื้นผิว หน้าตาขององค์พระมองดูขมึงทึงดุดันอันเป็นแบบของพระชนิดนี้ มองเห็นเม็ดถันนูนเด่นชัดเจนขนาดกว้าง 3/4 นิ้ว สูง 1 1/2 นิ้ว หนา 1/4 นิ้วพอเหมาะแก่การพกพา
ภาพที่ 19 พระดอยไซปางมารวิชัยที่เป็นเนื้อโลหะสีดำที่อยู่ในกรอบไม้สัก ประทับนั่งบนฐานดอกบัวที่เป็นแบบบัวหงายบัวคว่ำ องค์พระมีผิวดำเข้มเพราะผ่านกาลเวลามายาวนานทำให้ดูขลัง ความสมบูณณ์ถือได้ว่าเต็มร้อยขุด ได้บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 20 พระดอยไซเนื้อดินเผาปางมารวิชัยสีพิกุล ที่มีพื้นผิวถูกคลุมได้วยคราบกรุบางๆ แต่ก็ยังมองเห็นองค์พระได้ชัดเจน มีเนื้อดินที่หนึกนุ่ม ไม่มีลวดลายประดับเป็นการทำแบบเรียบง่ายเช่นเดียวกับพระผงสุพรรณซึ่งเป็นข้อสังเกตุข้อหนึ่ง ขนาดกว้าง 3/4 นิ้ว สูง 1 1/2 นิ้ว หนา 3/4 นิ้ว
ภาพที่ 21 เป็นภาพของพระดอยไซเนื้อชินเงิน ที่เต็มไปด้วยคราบกรุสีดำทั่วทั้งองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้มองดูเข้มขลังที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพระกรุ องค์พระอยู่ในลักษณะที่สมบูรณ์ไม่หักหรือบิ่นชำรุดในส่วนใด กว้าง 1 1/4 นิ้ว สูง 1 3/4 นิ้ว หนา1/2 ซ.ม ส่วนบัวประดับใต้ฐานไม่มีให้เห็น
ภาพที่ 22 พระดอยไซปางมารวิชัยเนื้อดินเผาสีชมพูอ่อนมีคราบกรุติดอยู่ทั่วทั้งองค์สภาพเต็มร้อย ขนาดกว้าง 3/4 นิ้ว สูง 1 1/2 นิ้ว หนา 1/4 นิ้วขุดได้ที่บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซ
ภาพที่ 23 พระดอยไซเนื้อโลหะปางมารวิชัยที่มีคราบไขขาวติดพราวทั่วองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พระองค์นี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ขนาดกว้าง 1 นิ้ว สูง 1 1/2 นิ้ว หนา 1/4 นิ้ว
ภาพที่ 24 พระดอยไซปางมารวิชัยเนื้อดินเผาอีกองค์หนึ่งที่มีความสมบูรณ์ งามเรียบร้อยสีพิกุล มีปีกที่เป็นเนื้อเกินอยู่ด้านข้างของเศียรด้านซ้าย ส่วนใหญ่ของพระดอยไซที่เป็นเนื้อดินเผาจะทำพิมพ์แบบตัดชิดเกือบติดกับลำตัวพระ ท่านลองพิจารณาดูแต่ขอบเป็นขอบที่ทำเรียบร้อย ด้านหลังจะอูมนูนเหมือนกับพระสกุลลำพูนโดยทั่วไป
ภาพที่ 25 พระดอยไซปางมารวิชัยเนื้อโลหะที่มีคราบกรุติดแน่นเอาออกยาก เป็นเนื้อชินเงินที่มีความวาวของเนื้ออยู่ในตัว ปัจจุบันจะหาองค์ที่มีความสมบูรณ์เช่นนี้ยากมาก ขนาดกว้าง 3/4 นิ้ว สูง 1 1/2 นิ้ว หนา 1/4 นิ้ว
ภาพที่ 26 พระดอยไซเนื้อดินเผาปางมารวิชัยเนื้อละเอียด มีไขขาวของผงปูนติดอยู่ตามซอกและผิวพระทั่วไป ทำให้เนื้อพระดูเนียนหนึกนุ่ม เป็นพระที่ไม่ถูกจับต้องมาก จึงคงสภาพเดิมๆไว้ได้ป็นอย่างดี ขนาดกว้าง 1นิ้ว สูง 1 1/2 นิ้ว ส่วนหนา 1/4 นิ้ว
ภาพที่ 27 พระดอยไซปางมารวิชัยเนื้อโลหะที่มีไขขาวติดไปทั่วทั้งองค์ ดวงตาและเม็ดพระศกนูนเด่นเห็นชัดเจนดีเป็นพระเนื้อโลหะที่งามเรียบร้อยองค์หนึ่งที่หาชมได้ยาก ให้ท่านลองพิจารณาดูความเก่าของเนื้อก็จะตัดสินได้ว่าเป็นพระเก่าแท้แน่นอนขุดได้บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 28 เป็นพระดอยไซเนื้อดินสีพิกุล ที่มีคราบกรุติดอยู่บางเบาองค์พระคมชัดเรียบร้อยทุกประการความกว้าง 1 นิ้วสูง 1 3/4 นิ้ว หนา 3/4นิ้ว ขุดได้บริเวณเชิงดอยของวัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 29 เป็นพระดอยไซเนื้อโลหะปางมารวิชัยที่มีสภาพเดิมๆ มีคราบกรุให้ได้เห็นทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำให้เราได้รู้ถึงวิธีการหล่อองค์พระซึ่งทำกันในแบบโบราณ ความไม่เข้ากันของเนื้อโลหะทำให้ด้านหลังดูไม่เรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้มนต์ขลังแห่งองค์พระต้องเสื่อมคลายลงไปได้ กลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพระกรุที่ผู้สร้างทำด้วยความตั้งใจและมีความศรัทธาอย่างแท้จริง
ภาพที่ 30 เป็นอีกองค์หนึ่งของพระดอยไซเนื้อโลหะปางมารวิชัยที่แสดงให้เห็นถึงด้านหน้าและด้านหลังขององค์พระ ซึ่งจะเห็นความเก่าของเนื้อ ที่ไม่มีใครทำได้เหมือนและไม่เหมือนใคร ความเก่าแก่ของเนื้อโลหะ คราบกรุที่ติดอยู่แน่นทำให้องค์พระมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างยิ่ง
ภาพที่ 31 พระดอยไซเนื้อชินเงินปางมารวิชัยที่มีสนิมไขขาวเกาะติดองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลังรวมทั้งคราบกรุที่เป็นปูนขาวแห้งติดอยู่ตามซอกต่างๆ คราบกรุนี้ช่วยรักษาเนื้อพระให้คงสภาพเดิมๆไว้เป็นอย่างดี สภาพเช่นนี้ไม่ควรล้างออกเพราะจะทำให้ด้อยความเก่าและความขลังไปอย่างน่าเสียดาย คราบกรุ ขี้กรุนั้นจะทำให้องค์พระดูมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพระกรุโดยแท้
ภาพที่ 32 เป็นภาพของพระยอดขุนพลหริภุญไชย ที่ทำเป็นแบบลอยองค์เนื้อดินเผาทรงเครื่องประดับทั้งองค์ปางสมาธิอันเป็นอิทธิพลของพุทธนิกายมหายาน ที่เข้ามาแพร่หลายในเมืองหริภุญไชยในครั้งกระโน้น พระทรงเครื่องแบบนี้มีทั้งเนื้อดินและเนื้อโลหะหลากหลาย องค์ที่นำมาแสดงให้ท่านได้ชมนี้ก็เพื่อให้ท่านได้รู้กันว่ายังมีพระเครื่องต่างๆของเมืองลำพูนอีกมากมายที่ท่านไม่เคยได้เห็น ซ่อนตัวอยู่ในเมืองโบราณแห่งนี้ ซึ่งผู้เขียนจะได้นำมาเผยแพร่ให้ท่านได้รู้ได้เห็น อันเป็นการบันทึกไว้ไม่ให้ต้องสูญหายในโอกาสต่อไป พระทรงเครื่ององค์นี้มีความกว้าง 2 ซ.ม สูง 3 1/2 ซ.ม หนา 1 ซ.มขุดได้ที่วัดกู่ละมักตำบลสันต้นธงอำเภอเมืองลำพูนซึ่งเป็นวัดแรกที่พระนางจามเทวีทรงสร้างขึ้นก่อนจะเสด็จเข้าไปเพื่อครองราชย์สมบัติในเมืองหริภุญไชย
ภาพที่ 33 เป็นพระยอดขุนพลหริภุญไชยเนื้อดินเผา สีพิกุลอ่อนปางสมาธิ อีกองค์หนึ่งที่มีความงดงามและสมบูรณ์แบบ ให้ท่านได้เห็นตวามคมชัดของพิมพ์และฝีมือเชิงช่างโบราณที่สามารถรังสรรค์ผลงานอันปราณีตและเยี่ยมยอดที่มีความละเอียดอ่อนให้ลูกหลานได้ชื่นชมกัน ขุดได้ที่วัดกู่ละมักอำเภอเมืองลำพูน
ภาพที่ 34 เป็นภาพของพระโพธิสัตว์ไภสัชคุรุ เป็นพระโพธิสัตว์ที่เสด็จลงมาโปรดสัตว์และมนุษย์ที่ได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยากให้ได้พ้นจากความเดือดร้อนทุกข์ทรมาน อันเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายานที่เข้ามาเผยแพร่ในเมืองหริภุญไชยในครั้งกระโน้น เป็นพระเนื่อโลหะชินเงินขุดได้ที่วัดพระพุทธบาทดอยไซอำเภอเมืองลำพูน กว้าง 1 1/2 นิ้ว สูง 2 1/4 นิ้ว ส่วนหนา 1/4 นิ้ว มีสภาพที่สมบูรณ์ทุกประการไม่บิ่น หักหรือชำรุดในส่วนใด ถือได้ว่าเป็นวัตถุโบราณที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาตร์ชิ้นหนึ่งที่ขุดพบในเมืองโบราณแห่งนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ


 

    “พระธาตุนาดูน”..พิมพ์นาคปรก เป็นหนึ่งในจำนวนใน ๔๑ พิพม์ของพระธาตุนาดูน ซึ่งเป็นพระกรุแตกที่ขุดพบโดยบังเอิญเมื่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๒๒ ในที่นาของ “นายทองดี ปะวะภูตา”ชาวบ้าน ตำบลนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นพระเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ หรือในสมัยทวารวดี เมื่อประมาณ ๑๓๐๐ ปีที่ผ่านมา...! 


    แต่ดั้งเดิมนั้นเขตอำเภอนาดูนในอดีตกาลเคยเป็นที่ตั้งของ “นครจัมปาศรี” ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก จึงสืบทอดพระศาสนาด้วยการสร้างพระพิมพ์ขึ้นมามากมาย อีกทั้งยังมีพระสถูปสร้างไว้อีกหลายแห่ง กาลต่อมาหลายร้อยปีเมื่อหมดยุคของนครจัมปาศรีจึงได้กลายเป็นเมืองร้างและถูกทับถมอยู่ในพื้นดินมานานนับพันปี ซึ่งยังคงมีพระสถูปอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบ และ “พระธาตุนาดูน”พิมพ์นาคปรก ก็เป็นหนึ่งของพระพิมพ์ในยุคเดียวกันนี้ เมื่อข่าวการขุดพบกรุพระธาตุนาดูนแพร่กระจายออกไป จึงได้มีผู้คนเป็นจำนวนมากพากันมาขุดหาหาทรัพย์สมบัติและของมีค่า จนหน่วยงานศิลปากรที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น ต้องเข้ามาดูแล จนกระทั่งวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๒ “นายบุญจันทร์ เกศแสนศรี” นักการภารโรงสำนักงานที่ดินอำเภอนาดูน ได้ขุดพบพระสถูป “พระบรมสารีริกธาตุ” มีสันฐานเป็นเกล็ดแก้ว ประดิษฐานอยู่ในผอบทอง 3 ชั้น ชาวมหาสารคามถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง จึงได้ร่วมกันสร้างพระสถูปเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อสืบทอดพระศาสนาต่อไป

    โดยได้ทำการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ครั้นถึงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมงกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ มาทรงประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้าบรรจุในองค์เจดีย์พระธาตุนาดูน หรือพุทธมณฑลอีสาน 
    “พระธาตุนาดูน” พิมพ์นาคปรกนั้น มิใช่จะบูชาได้แต่เฉพาะคนที่เกิดวันเสาร์เท่านั้น แต่นาคปรกนั้นมีพุทธคุณแผ่ไพศาสไปทั่วทุกสารทิศ และปกป้องกับทุกคนที่สักการะบูชา....! 

 .. คาถาบูชาพระธาตุนาดูน ..
 (สวดนะโม ๓ จบ)
 อะหัง วันทามิ พุทธะนาดูน ธาตุโย จำปีสี นคเร
 จะคาเม วิฐ ปักเข ชะละกะละ วิสะเม
 ยักขะขัน ธัพพะนาคา จะปูชิตา อะหัง วันทามิ
สัพพะโส ติโลกะนากัง อะภิปูชะยามิ
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคาระห์ตัวนอก สัพพะเคราะห์ตัวใน
สัพพะเคาระห์เสนียดจัญไรตัวใดๆ ขอให้กลายเป็นดี
เคราะห์ปีขอให้เคลื่อน เคราะห์เดือนขอให้หาย
เคราะห์วันก็ขอให้สูญ เหมือนน้ำดับไฟ วิวันชัยเย
รักขันตุ สุรักขันตุ ประสิทธิเม เอหิ


พระเครือง กรุพระธาตุนาดูน ได้ถูกขุดพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 เป็นพระพิมพ์ดินเผามีพุทธศิลป์ลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม และเป็นศิลปะสมัย
ยุคทวารวดี การสร้างอยู่ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 12-14 หรือประมาณ 1,300 ปี (โดยทางกรมศิลปากรเป็นผู้กำหนดอายุ) และในปี 2533 ทางคณะวิจัย

ร่วมฝรั่งเศส-ไทย นำโดย ศ.บรูโน ดาแชงส์ จากมหาวิทยาลัยซอร์บอนนูแวล (ปารีส 3) พร้อมด้วยคณะอาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยกรมศิลปากร


ดังนั้น คณะโบราณคดีดังกล่าว จึงได้ทำการสำรวจแหล่งโบราณคดีนครจำปาศรี (ปัจจุบันคือ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม) เพื่อศึกษาถึงแหล่ง
วัฒนธรรมทวารวดี-ขอม(เขมร)
 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่มีคูรอบเมือง และมีคูผ่านกลางเมือง นอกจากนี้ยังมีการปรากฏอยู่ระหว่างโบราณสถาน
ในวัฒนธรรมเขมร 2 แห่ง และโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีอีกด้วย มีการค้นพบพระกรุพระบรมธาตุนาดูน ร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุ
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยบรรจุในองค์พระบรมสารีริกธาตุในสถูปสำริด (สถูปสำริดพบที่พระธาตุนาดูนเหมือนกับสถูปสำริดพบ
ที่พงตึก อ. ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี) พบพร้อมพระทองคำ และทองสำริดบางส่วนในพื้นที่ดังกล่าว

ในปัจจุบันพระพิมพ์บางพิมพ์ของกรุนี้ กลับเป็นพระพิมพ์ดินเผาที่หาได้ยาก จนทำให้มีราคาค่านิยมที่สูงมาก เเละเป็นที่ต้องการของนักสะสม 

และที่หายากที่สุดคือ พระทองคำ และ พระพิมพ์เนื้อว่าน (เนื่องจากแตกหักในขณะขุดเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะอยู่ชั้นแรก ๆ ของกรุ) สำหรับพระทอง
นั้นในกรุหนึ่ง ๆ จะมีไม่เกิน 5 องค์ พระทองนี้มีชื่อเรียกว่า "พระยอดกรุ



การประมูลที่ดินรอบ ๆ พระธาตุนาดูน เพื่อขุดกรุ

การขุดกรุของที่นี่ก็คือ ผู้ต้องการขุดจะไปติดต่อกับเจ้าของนา(ที่ดิน) โดยให้ราคาตั้งแต่ 5หมื่น ถึงหลักแสนต่อไร่ เพื่อทำการขุดหาพระเครื่องในบริเวณที่เช่านั้น

หลังจากพระกรุพระธาตุนาดูน จ.มหาสารคาม แตกกรุครั้งแรกเมื่อประมาณปี ๒๕๒๒ มีราคาสูง และเป็นที่ต้องการของนักสะสม นิยมพระเครื่องโดยทั่วไป

ซึ่งส่วนใหญ่การขุดพระพระเครื่อง จะพบในบริเวณที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฎรบ้านนาดูน ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ในครั้งนั้นมีการขุดพบ

โบราณวัตถุสมัยทวารวดี พบสถูปที่ใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ มี ๒ ส่วน คือ ๒.ส่วนยอด มีลักษณะเป็นปล้องไฉน จำนวน ๒ ปล้อง ส่วนบนสุด
เป็นปลียอดกลม ๒.ตัวสถูปทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ลักษณะคล้ายระฆัง หรือโอ่งคว่ำ ส่วนยอดของตัวสถูปจะรับเข้ากับส่วนล่างสุดพอดี พร้อมกันมีการขุดพบพระเนื้อดินเผา
พิมพ์ต่างๆ หลายสิบกระสอบ

พระเนื้อดินเผา กรุพระธาตุนาดูน จัดว่าเป็นพระกรุเก่าแก่ที่สุดอีกกรุหนึ่งของเมืองไทย อายุประมาณ ๑,๕๐๐ ปี นับเป็นกรุที่มีพระจำนวนมากที่สุด และมีจำนวนพิมพ์

มากกว่า ๔๐ พิมพ์ โดยมีความแตกต่างในพิมพ์ทรงองค์พระ ซึ่งล้วนแต่ออกแบบได้งดงามอลังการยิ่ง แต่ละพิมพ์บ่งบอกถึงความหมายอยู่ในตัว รวมทั้งยังบ่งบอกถึง
คติความเชื่อ และความศรัทธาเลื่อมใสของบรรพชน

ค่านิยมพระกรุนาดูน ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันมี ๒ แบบ คือ พิมพ์เล็กสำหรับห้อยคอ และพิมพ์พระบูชา หรือพระแผง พระพิมพ์เล็กขนาดห้อยคอที่จัดว่ามี

ราคาสูงสุด คือพระปางลีลา หรือปางตริภังค์ เป็นพิมพ์ที่ขุดพบน้อยมาก จึงหายาก รองลงมาคือพระนาคปรกเดี่ยว พิมพ์เล็ก พระนาคปรกเดี่ยว พิมพ์ใหญ่ 
ส่วนพระแผงขนาดบูชา จะเป็นปางนั่งเมือง ปางเสด็จจากดาวดึงส์ ปางประทานพร ปางปาฏิหาริย์ ปางปรกโพธิ์ และพิมพ์ต่างๆ อีกหลายพิมพ์

ในครั้งนั้น มีชาวบ้านจากทุกทั่วสารทิศแห่มาขุดหาพระกันอย่างมากมายเพื่อครอบครองเป็นสิริมงคล บ้างก็เอาไว้ขายต่อ เพราะได้ราคาดี โดยมีบรรดาเซียนพระ

มารับซื้อถึงปากหลุม ปัจจุบันพระกรุนาดูนเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ต้องการของเซียนพระเป็นอย่างมาก

ต่อมาจังหวัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายกันชาวบ้านออกจากบริเวณดังกล่าว เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น เข้าไปสำรวจตรวจสอบโบราณวัตถุ

 เพื่อเก็บสิ่งของที่พบเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นต่อไป

กว่า ๒๗ ปีที่ผ่านมา ความนิยมในพระกรุนาดูนได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเริ่มหายากขึ้นทุกวัน

จนล่าสุด หลัง งานนมัสการพระธาตุนาดูน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีชาวบ้านบางคนทยอยมาขุดหาพระในบริเวณที่เคยขุดพบเมื่อปี ๒๕๒๒ อีกครั้งหนึ่ง จนมีข่าวแพร่

สะพัดออกไปว่ามีการขุดพบพระกรุนาดูน ทำให้เมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาชาวบ้านแห่กันมาขุดหาพระกันเป็นจำนวนมากติดต่อกันทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเวลากลางคืน



นายทองแดง ภาระโก อายุ ๓๗ ปี ชาวบ้านหนองโง้ง ต.นาดูน กล่าวว่า เมื่อประมาณ ๓ อาทิตย์ที่ผ่านมามีชาวบ้าน ๑๐๐-๒๐๐ คน รวมกลุ่มกันมาประมาณ

กลุ่มละ ๑๐-๒๐ คน จับจองที่เพื่อขุดหาพระกันเป็นจำนวนมาก บางคนก็ได้ บางคนก็ไม่ได้ แต่ที่ผ่านมามีการขุดพบพระดินเผาพิมพ์ต่างๆ จำนวนหลายร้อยองค์

โดยผู้มาขุดหาพระ จะขุดดินเปิดปากหลุมความกว้างประมาณ ๕x๕ เมตร ลึกประมาณ ๕ เมตร พอลึกจนพบตาน้ำ ก็จะสูบน้ำออก แล้วลงมือค้นหาพระด้วยมือเปล่า

 แล้วแต่ดวงใครจะเจอก่อน ซึ่งตามข้อตกลง หากมีการพบพระก็จะตกลงกันว่าจะขายกันที่ปากหลุม แล้วเอาเงินมาแบ่งเท่าๆ กัน แต่ส่วนใหญ่เมื่อขุดพบพระ จะยัง
ไม่มีการขายที่ปากหลุม ชาวบ้านจะเก็บไว้ประเมินราคาก่อนที่จะขายในวันต่อไป ทำให้เซียนพระต่างพากันไปซื้อพระอย่างเนืองแน่น เพราะพิสูจน์กันอย่างแน่ชัดแล้ว
ว่าพระที่ขุดพบในครั้งนี้เป็นพระแท้แน่นอน จึงทุ่มเงินซื้อกันอย่างไม่อั้น





"พระที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพระแผง มีทั้งสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ ส่วนพระพิมพ์เล็ก และพระทองคำจะไม่ค่อยพบ ราคาพระตรงปากหลุมจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ 

และพิมพ์ที่พบเห็นส่วนใหญ่จะมีราคาประมาณ ๑ หมื่น-๕ แสนบาท โดยจะมีเซียนพระหรือผู้สนใจมาเฝ้ารอซื้อต่อที่ปากหลุมหลายคน ส่วนผู้ที่มาขุดหาพระ ส่วนใหญ่
เป็นชาวบ้านละแวกใกล้เคียง แต่เชื่อว่า เมื่อมีข่าวแพร่กระจายออกไป จะมีชาวบ้านจากที่อื่นๆ แห่มาขุดเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน" นายทองแดง กล่าว

ขณะที่ นายทรงเดช แสงนิล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ผู้ติดตามศึกษาเรื่องพระกรุนาดูน กล่าวว่า กรุนาดูนเป็นหนึ่ง

ใน ๓๒ กรุ ในนครจำปาศรีเดิม หรือเมืองนาดูนในอดีต พระพิมพ์ต่างๆ ที่พบเห็นส่วนใหญ่จะมีลักษณะเหมือนกัน เนื่องจากอยู่ในยุคเดียวกัน คือยุคทวารวดี ซึ่งมี
ความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนยุคขอมจะเรืองอำนาจเสียอีก

จากอายุที่เก่าแก่และค่านิยมของบรรดาเซียนพระ ส่งผลให้พระกรุนาดูนได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวงการพระเมืองไทย

โดยส่วนใหญ่พระที่พบจะมีอยู่ด้วยกัน ๗ เนื้อ คือ เนื้อหิน เนื้อมะขามเปียก เนื้อมันปู เนื้อแดง เนื้อทราย เนื้อส้ม และเนื้อหม้อใหม่ โดยเนื้อหินและเนื้อมะขามเปียกจะจัด

อยู่ในเนื้อเกรดเอ ได้รับความนิยมสูง และเป็นเนื้อที่หายากมาก


"วัฒนธรรมการดูพระ เกิดจากค่านิยม และกระแสต่างๆ ในสังคม เมื่อมีคนสนใจมาก ของมีน้อย ความต้องการของคนยิ่งสูงขึ้น และค่าบูชาพระกรุนาดูนก็สูงขึ้นตามไปด้วย 

จึงเชื่อว่าหลังมีข่าวแพร่สะพัดออกไปแล้ว อีกไม่นานกรมศิลปากร หรือเทศบาลตำบลนาดูน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ คงจะเข้ามาสั่งห้ามชาวบ้านให้ยุติการขุดหาพระอย่างแน่นอน" 
นายทรงเดช กล่าว

ขณะที่ นายรัตนคุณ พงษ์จันทร์เพ็ญ เซียนพระเมืองมหาสารคาม กล่าวว่า ข่าวการขุดหาพระกรุนาดูนเริ่มได้รับความสนใจจากเซียนพระในตัวเมืองมหาสารคาม และจังหวัด

ใกล้เคียงบ้างแล้ว ที่ผ่านมาก็มีเซียนพระจากต่างถิ่นเดินทางไปที่ อ.นาดูน เป็นจำนวนมาก เพื่อไปรับซื้อพระที่ปากหลุม ขณะนี้ทราบว่าพระกรุที่ขุดพบครั้งนี้เป็นที่นิยมมากกว่า
ครั้งที่กรุแตกเมื่อปี ๒๕๒๒ ด้วยซ้ำ และจากความนิยมดังกล่าว ส่งผลให้พระกรุนาดูนมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นายประสาทพร สีกงพลี นายกเทศมนตรีตำบลนาดูน กล่าวว่า ล่าสุดเทศบาลได้รับคำสั่งจากจังหวัด ให้ห้ามชาวบ้านระงับการขุดหาพระแล้ว โดยเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม สั่งให้ชาวบ้านเลิกขุดหาพระที่บริเวณดังกล่าว และให้นำรถฝังกลบหลุมดินทั้งหมด พร้อมกับจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าจะสูญเสีย

วัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์

"นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันระยะยาว จังหวัดมีแผนในการทำศูนย์เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์นครจำปาศรี ในบริเวณที่กำลังมีการขุดค้นหาพระ เพื่อสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้

ของบรรพชนรุ่นหลัง ให้รู้จักนครจำปาศรี หรือเมืองนาดูนในอดีต โดยช่วงนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาหาข้อมูลอยู่" นายประสาทพร กล่าว

.........................

หวังว่าข้อมูลที่นำมาประกอบการศึกษา วิเคราะห์นี้จะพอช่วยเป็นแนวทางแก่ผู้ใฝ่รู้ทุกท่าน

ด้วยความปราถนาดี

from K.วิเศษไชยศรี 
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=prakruang&topic=15071&page=2



จขกท.(คุณอมตพระพุทธคุณSunny)

ตามภาพพระทองคำที่คุณPost ถามมานั้น พุทธศิลป์ และอายุการสร้างเข้ากันได้สนิท กับ พระกรุนาดูน จ.มหาสาคาม (โปรดดูภาพเปรียบเทียบ)

พระนี้เป็นศิลป " เชียงรุ้ง" หรือ " เชียงรุ่ง" ปัจจุบันอยู่ที่สิบสองพันนาในมณฑลยูนาน ประเทศจีน
พระนี้เรียกว่า " พระยอดกรุ" ซึ่งเรียกตามลักษณะและประเพณี พิธีในยุคนั้น คือ จะนำพระเครื่องดังกล่าวนี้วางไว้ที่ยอดบายศรี (ยุครัตนโกสินก็มีคณาจารย์หลาย

ท่านทำคล้ายกันเช่น หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์, เจ้าคุณศรีฯ เป็นต้น แต่เรียกว่า "พระยอดบายศรี") คือบายศรีที่ทำพิธีนั้นเอง

สำหรับพระยอดกรุนี้ ก็จะใช้วางไว้บนยอดบายศรีทั้ง ๕ อันได้แก่พระเจ้า ๕ พระองค์ ในการทำพิธีลงกรุ(นำพระเข้ากรุ) และเมื่อนำพระบรรจุลงกรุหมดแล้ว

 จึงจะอัญเชิญพระยอดกรุ ทั้ง ๕ องค์ไว้ด้านบน นี้เป็นพิธีกรรมในสมัยทวาราวดี

ดังนั้นการพบพระยอดกรุนี้จะพบก่อนพระเครื่องอื่น ๆ เพราะอยู่บนสุด (ส่วนใหญ่ไม่รอดคนขุด เพราะจะอมไว้ในปากตรงกระพุ้งแก้มไม่ยอมคาย จนกระทั่ง

กลับบ้านน่านแหละ=พวกผีกรุจะรู้เทคนิคนี้ดี) ดังนั้นพระยอดกรุจึงไม่ค่อยหลงออกมาเนื่องจากมีน้อย และส่วนใหญ่จะเป็นทองคำ จึงถูกนำไปหลอมเสียหมด
 จากภาพพระยอดกรุนาดูนที่นำไปเทียบเหลือรอดมา ก็เพราะเป็นเนื้อชินชุบทอง ไม่งั้นคงเสร็จเหมือน ๆ กัน

การสร้างพระในสมัยโบราณ จะแบ่งชั้นกันโดยจะรู้จากโลหะที่สร้าง คือ
- พระมหากษัตริย์ จะสร้างเป็นเนื้อทองคำบริสุทธ
- ผู้ครองนคร ประเทศราชจะสร้างเป็นเนื้อเงินบริสุทธิ์
- อำมาต ราชครู จะสร้างเป็นเนื้อทองแดง
- ขุนพล แม่ทัพ จะสร้างเป็นเนื้อชิน สัตตโลหะ ปัญญจโลหะ
- สมณะ นักบวช จะสร้างเป็นเนื้อว่าน แร่
- ประชาชนทั่วไป จะสร้างเป็นเนื้อดิน

นี้เป็นประเพณีของยุคสมัยทราวดี สืบทอดมาจนถึงยุคล้านช้าง เชียงรุ่ง

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระทองคำที่ จขกท.Post ภาพมานี้ เป็น พระยอดกรุ นาดูน สร้างโดยพระมหากษัตริย์ อย่างไม่มีข้อสงสัย ดังมีเหตุผลสนับสนุ ต่อไปนี้


(โปรดดูภาพประกอบ)

- หมายเลข ๑ - ๕ คือลักษณะการจับตัวของแร่เหล็กที่แทรกลงไปในเนื้อทอง(เพราะทองไม่เป็นสนิม)
- จะเป็นว่าในหมายเลข ๓ การจับตัวของแร่เหล็กที่งอกพอกติดแทบเป็นเนื้อเดียวกับทอง
- ที่หมายเลข ๔ แสดงให้เห็นอายุของพระองค์นี้ เพราะแร่เหล็กได้กัดเซาะเข้าไปในเนื้อทองจนเป็นโพลงเห็นชัด ที่ฐานพระก็มีลักษณะเดียวกัน



(โปรดดูภาพประกอบ)

- หมายเลข ๑ - ๒ - ๓ แสดงให้เห็นว่าในส่วนของด้านหลังเศียรพระนี้ ได้ถูกแร่เหล็กงอกทับ ในลักษณะทางธรณีวิทยาเรียกว่า การแปรประสาร 

ซึ่งจะใช้เวลาการงอก(จับตัว) คลุมเศียรพระได้นั้น ต้องไม่น้อยกว่าพันปีขึ้นไป(ตรงกับอายุที่ได้มีการรับรองของกรมศิลปากร...ดูในประวัติการขุดกรุ)

ตามลักษณะของพระที่เห็นนี้ เชื่อมั่นว่าพระตามภาพของ จขกท. จะต้องอยู่ในก้อนลูกรัง และผู้ขุดได้จะต้องเอาก้อนลูกรังมาทุบเพื่อเอาพระ และพยามแกะ

เอาแร่เหล็กที่จับเนื้อพระออกเพื่อให้เห็นเนื้อทองคำ ในภายหลัง

ซึ่งลักษณะของการงอกคลุมทับจนแทบเป็นเนื้อเดียวกับทองนี้ ฝีมือนักเคมีของโลกก็ทำไม่ได้ เนื่องจากเป็นปฏิกริยาเคมีทางธรรมชาติ

::: สรุป :::
พระทองคำตามภาพของ จขกท. เป็นโบราณวัตถุ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี อย่างไร้ข้อสงสัยทางวิชาการ

สำหรับพระกรุนาดูน ที่นำขึ้นเปรียบเทียบนั้น ยังจัดว่าอยู่ในชั้นดินแรก ๆ (ตื้น) จึงไม่มีแร่เหล็กงอกคลุม 

แต่สำหรับพระของ จขกท. แสดงว่าอยู่ในชั้นดินที่ลึกมาก คงไม่ต่ำกว่า20 ฟุต นั่นแสดงให้เห็นว่าพระของ จขกท. มีอายุมากกว่า พระกรุที่นำมาเปรียบเทียบ
อีกด้วย






ซุกตัวหลบจากสายฝนและหิมะ
พยายามที่จะลืม แต่ฉันก็ทำไม่ได้
มองไปที่ถนน เต็มไปด้วยผู้คน
กลับได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองกำลังเต้น
ท่ามกลางคนมากมายทั้งโลก
ฉันจะหาใครมาเป็น "เธอ"
พื้นที่ฉันในหัวใจของเธอ
ให้โอกาสฉันแทรกซึมเข้าไปได้ไหม?
ให้โอกาสก่อนที่ฉันจะอายุมากกว่านี้
สอนฉัน ว่ารักคือสิ่งใด..มันไม่ได้มีเงื่อนงำใด
ทำให้ฉันเห็นว่าปาฎิหารย์มีจริง
เขาว่ากันว่า.. ไม่มีอะไรแน่นอน
เรา มีแต่วันนี้
รัก.. ตอนนี้หรืออนาคต
ฉันคิดไปไกล
พื้นที่ในหัวใจของเธอ ให้โอกาสฉันไปอยู่ในนั้นนะ
ยื่นมือมาจับมือฉันไว้
บอกฉันสิ.. รักจะนำไปสู่ดวงดาว
ไม่ยากใช่ไหม.. แค่ให้โอกาสฉัน
ยืนอยู่บนภูเขาสูง
มองดูพระจันทร์กระจ่างฟ้า
ฉันอยากมีเพื่อนสักคน
แต่..ไม่มีใครสักคนที่เข้าใจฉันจริงๆ
อยากมีใครสักคนที่ไม่ต้องพูดก็รู้ใจกัน
อยากมีใครจริงๆ คนที่ทำให้ฉันอยากร้องเพลง รื่นรมย์
แบ่งพื้นที่ในหัวใจเธอให้ฉันได้ไหม?
ให้โอกาสก่อนที่ฉันจะแก่
ทำให้ฉันดู.. ไม่ได้ยากหากจะรัก
สร้างปาฎิหารย์ให้ฉันที

มือใหม่หัดแปล แปลจากความรู้สึกอาจจะไม่ถูกต้องนะคะ

จากเนื้อเพลง: Take Me To Your Heart   เป็นเพลงของ Michael Learns to Rock
Hiding from The Rain and Snow  
Trying to forget but I won't let go
Looking at a crowded street
Listening to my own heart beat
So many people all around the world
Tell me where do I find someone like you girl
[Chorus:]
Take me to your heart take me to your soul
Give me your hand before I'm old
Show me what love is - haven't got a clue
Show me that wonders can be true
They say nothing lasts forever
We're only here today
Love is now or never
Bring me far away
Take me to your heart take me to your soul
Give me your hand and hold me
Show me what love is - be my guiding star
It's easy take me to your heart
Standing on a mountain high
Looking at the moon through a clear blue sky
I should go and see some friends
But they don't really comprehend
Don't need too much talking without saying anything
All I need is someone who makes me wanna sing
[Chorus:]
Take me to your heart take me to your soul
Give me your hand before I'm old
Show me what love is - haven't got a clue
Show me that wonders can be true

วิธีรับ-ส่งภาพระหว่างมือถือและคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องใช้อินฟราเรด บูลทูธ และดาต้าลิงค์
 
มีคนถามมาหลายคนเหมือนกันว่าจะส่งรูปจากมือถือเข้าคอมพิวเตอร์ หรือรับรูปจากคอมพิวเตอร์เข้ามือถือ โดยที่ไม่ต้องใช้ Data Link, Infrared และ Bluetooth นั้นจะทำได้อย่างไร เนื่องจากโทรศัพท์บางเครื่องไม่รองรับฟังก์ชั่นดังกล่าวและอุปกรณ์เสริมเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง บางท่านซื้อไปก็ใช้ไม่คุ้ม ในฉบับนี้เราจึงนำเสนอวิธีการส่ง/รับภาพจากมือถือ ผ่านทาง MMS/GPRS ไว้ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง วิธีดังต่อไปนี้ใช้ได้เฉพาะเครือข่ายที่มี GPRS และก่อนที่คุณจะสามารถส่งและรับรูปจากมือถือด้วยวิธีนี้ คุณจะต้องเปิดบริการ GPRS ก่อน ซึ่งสามารถทำได้โดยการโทรไปที่ศูนย์ของแต่ละเครือข่ายเพื่อแจ้งเปิดและขอรับการตั้งค่าของ GPRS และ MMS
วิธีการ Upload ภาพจากมือถือไปยังคอมพิวเตอร์

การส่งภาพจากมือถือไปยังคอมพิวเตอร์นั้น ทำได้ง่ายๆโดยการส่ง MMS ดังนี้ (ในตัวอย่างเราจะใช้ Nokia 5100)

1. เข้าไปที่เมนู Message --> Multimedia Msgs. --> Create Message

2. เลือก Options -->Insert Image และเลือกรูปในมือถือที่คุณต้องการเก็บในคอมพิวเตอร์ แล้วเลือก Options -->Insert

3. หลังจากที่คุณกลับมาหน้าที่ใช้เขียนข้อความ เลือก Options --> Send to Email แล้วใส่ Email ที่คุณต้องการจะรับภาพ กด OK

4. Log On เข้า Email ที่คุณระบุไว้ คุณจะได้รับ Email จากมือถือ คุณสามารถ Download และ Save ภาพเก็บเข้าตอมพิวเตอร์ได้เลยค่ะ
วิธีการ Download ภาพจากคอมพิวเตอร์ไปยังมือถือ

การส่งภาพจากคอมพิวเตอร์ไปยังมือถือ สามารถทำได้โดยการ Upload ภาพของคุณไปไว้บนอินเตอร์เน็ต และใช้ URL ที่ได้เพื่อรับภาพจากมือถือ คุณสามารถ Upload ภาพของคุณไปไว้ในเว็บที่ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ เช่น www.uploadyourimage.com หรือตามเว็บที่ให้พื้นที่สำหรับสร้างเว็บไซต์ฟรี เช่น www.geocities.com ในตัวอย่างนี้ เราจะใช้ www.geocities.com เนื่องจากการใช้งานเสถียรกว่า

1. Log In เข้า Yahoo ด้วย Username และ Password ของ Email คุณ และเข้าไปที่ Geocities คุณจะเห็นกล่อง Advance Toolbox อยู่ด้านซ้าย ให้เลือก Easy Upload

2. สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้ Geocities จะต้องสร้าง Folder ก่อน หลังจากนั้นให้เลือกภาพที่คุณต้องการจะ Upload เลือก 'Automatically convert filenames to lowercase' แล้วคลิก Upload

3. Upload เสร็จแล้วให้เลือก File Manager และคลิกขวาที่ลิงค์ View ภาพที่คุณต้องการจะส่งเข้ามือถือ เลือก Properties และจด Address (URL) ไว้เพื่อทำการรับภาพจากมือถือ (คุณสามารถใช้วิธีคลิกขวาเพื่อดู URL สำหรับรูปอื่นๆบนอินเตอร์เน็ตเช่นกัน)

4. เข้าไปที่เมนู Services จากมือถือของคุณ เลือก Go to Address --> ใส่ URL ที่คุณจดไว้ --> Options --> OK

5. หลังจากมือถือทำการโหลดรูปเสร็จ ให้เลือก Options --> Save เพื่อเก็บภาพเข้ามือถือ เป็นอันเสร็จค่ะ

from http://www.pantip.com/cafe/book_stand/mobilelife/s4710.html
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...