เหล็กไหล 7 สี เหล็กไหลเจ็ดสีชนิดน้ำหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นยอดแห่งเหล็กไหลทั้งปวงนั้นตามธรรมชาติมีด้วยกันถึง ๗ สี ซึ่งเป็นความจริงที่หลายคนไม่เข้าใจ เพราะโดยทั่วไปมักเข้าใจว่าเหล็กไหลต้องมีสีดำเท่านั้น แต่ในธรรมชาติจริงๆ ของธาตุกายสิทธิ์ประเภทนี้กลับพบว่ามีด้วยกันทั้งสิ้น ๗ สี (บานทวารทั้งเจ็ด) คือ ม่วง คราม นำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ทั้งยังมีที่ออกเป็นสีทอง และสีเงินยวงขาวบริสุทธิ์ เหล็กไหลต่างๆ เหล่านี้





ารบูชาเหล็กไหล 7 สีจะต้องจัดหาเครื่องบูชา ดังนี้.

นำผึ้งเดือนห้า ๑ แก้ว,  นำเปล่า๑ แก้ว, ข้าวสารปากหม้อ ๑ แก้ว, เกลือเม็ด, ธูป ๙ อก เทียนขี้ผึ้ง ๙ เล่ม,หมากพลู  ๙ คำ, บายศรีเทพ-บายศรีพรหม อย่างละ ๑ คู่, ผลไม้ 9 อย่าง เช่นผลส้ม แอปเปิ้ล กล้วยน้ำว้า ชมพู่ แตงโม มะพร้าวอ่อน เป็นต้น ขนมต่างๆ เช่นขนมถั่ว ขนมงาขาว-งาดำ ขนมฟองสีขาว ขนมเปีย เป็นต้น
โดยบูชาในวันพระจันทร์วันเพ็ญให้องค์เหล็กไหลอาบแสงจันทร์ช่วงเวลา 23.45 น. –00.15 น. จะดีมาก  หรือมิฉะนั้นก็บูชาไว้ในห้องพระก็ได้แล้วกล่าวคาถาบูชา ดังนี้.
พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ สะกะทะจะ ปูชาจะบูชาท่านผุ้ดูแลธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ทรงฤทธิ์อานุภาพ
อิสะวาสุ อิติปิโสภะคะวา เหล็กไหลเจริญมา เจริญยิ่ง เจริญดี สิ่งดีดีทั้งหลายหลั่งไหลมาหาข้าพเจ้า สัมมะ สัมมา สัมมะ มะอะอุ  โอมสิทธิครูกูสวาโหม
การบูชาเหล็กไหลในแต่ละที่ จะมีวิธีการที่แตกต่างไปบ้าง  แต่โดยแก่นสารแล้ว จะมีสิ่งที่เหมือนกัน ที่จำเป็นต่อการบูชา แต่ที่สำคัญที่สุด คือนำผึ้งและแสงจันทร์

การเก็บรักษาเหล็กไหล

เหล็ก ไหลก็เป็นธาตุชนิดหนึ่งอยู่ในฐานะแร่ธาตุ ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งมีพลังชีวิต จึงจัดว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีวิธีการเก็บรักษาดูแล ซึ่งในสมัยโบราณผู้ใหญ่จะสอนลูกหลานให้เคารพต่อสิ่งที่หาได้ยาก ด้วยการบอกกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความพิเศษของวัตถุชิ้นนั้น จึงได้มีพิธีกรรมบูชาเหล็กไหลซึ่งที่จริงก็เป็นการรักษา พลังชีวิตที่มีอยู่ในเหล็กไหลนั่นเอง เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ยากตลอดจนเหล็กไหลเป็นธาตุอัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก ซึ่งมีพลังแห่งชีวิต จิตวิญญาณ คือมีการเจริญเติบโต เคลื่อนย้ายตัวเองได้และรักษาธาตุขันธ์ให้เป็นมันเงางามดังนั้นขณะที่พลังงานของเหล็กไหล ยังคงครอบครองเหล็กอยู่ต้องมีขี้เหล็กไหลอยู่บ้าง เรา จึงต้องมีวิธีการดูแลรักษาธาตุกายสิทธิ์นี้อย่างถูกต้อง ด้วยการจัดเตรียมของที่ใช้ในการบูชา และต้องมีพิธีกรรมที่เหมาะสม การบูชาสิ่งของแต่ละสิ่ง จะต้องบูชาด้วยของที่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อเป็นการเสริมให้เกิดพลังยิ่งๆขึ้น ยกเว้นกรณีที่วัตถุนั้นมีพลังแรงมาก ก็ต้องบูชาด้วยสิ่งของที่จะปรับให้พลังนั้นเกิดความพอดี พอจะกล่าวได้ว่าการบูชาหรือการเก็บรักษาเหล็กไหลเพื่อ

วัตถุประสงค์หลายประการคือ

๑.เป็นการสักการครูบาอาจารย์ที่เป็นพระฤาษี ซึ่งเชื่อกันว่ามีเจตสิกของผู้ทรงญาณสิงสถิตในเหล็กไหลนั้น
๒. เป็นการบูชากรุณาคุณของครูบาอาจารย์ผู้มอบเหล็กไหลชิ้นนั้นแก่ตน  เพราะเหล็กไหลเปรียบเสมือนตัวแทนของครูบาอาจารย์ เป็นเครื่องเตือนสติให้ระลึกถึงท่านนั่นเอง การบูชาเหล็กไหลก็เสมือนการบูชาคุณครูบาอาจารย์ เป็นการรำลึกถึงครู การบูชาครู โดยมีเหล็กไหลเป็นกายสิทธิ์สมมุติ ย่อมบังเกิดเป็นอานิสงส์ต่างๆ โดยเฉพาะในทางธรรม
๓. เป็นไปเพื่อเป็นการเก็บรักษาธาตุที่มีพลังชีวิต รักษาพลังชีวิตนั้นมิให้สูญสิ้นไป เพราะธาตุที่มีพลังชีวิตจะมีคลื่นพลังสัมผัสกับพลังจิตของผู้เป็นเจ้าของ   การที่เรามีเหล็กไหลอยู่กับตัวก็ต้องทำการสักการบูชาให้เหมาะสมกับสิ่งที่มี พลัง
๔. เป็นการเคารพธาตุทั้ง ๔ กล่าวคือ ดิน นำ ลม และไฟ อันเป็นแม่ธาตุของทุกสิ่ง เพราะเหล็กไหลนั้นประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ เช่นกัน
เชื่อ กันว่าเหล็กไหลจะบันดาลให้ผู้บูชาอยู่ร่มเย็นเป็นสุข แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุต่างๆ ป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่จะเข้ามา อีกทั้งยังส่งผลให้บูชา ประสบความสำเร็จในชีวิตด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางธรรม
ผู้มีเหล็กไหลไม่ว่านำหนึ่งหรือนำสอง ควรอย่างยิ่งที่จะดูแลองค์เหล็กไหลให้ดี เพราะองค์เหล็กไหลคือธาตุสมมุติของหลวงปู่ฤาษีครูบาอาจารย์ดีๆ นั่นเองดัง นั้นผู้มีองค์เหล็กไหลควรจัดหาเครื่องบูชาเหล็กไหลตามสมควร เช่น นำผึ้ง ปรอท ว่านไพลดำ ดินตายายักษ์ เม็ดละกล่ำดำ น้ำค้างกลางหาว เป็นต้น และถ้ามีเวลาก็ควรที่จะพาองค์เหล็กไหลอาบแสงจันทร์คืนพระจันทร์วันเพ็ญ ด้วยก็ยิ่งดี การบูชาเหล็กไหลไม่ใช่การนำเหล็กไหลลงแช่ในนำผึ้ง บางคนมักเข้าใจผิด

คาถาใช้กับเหล็กไหล

โค นา นะ .......นะ
(โค นา นะ เรียกเงิน นะ)

สำหรับ เฮมาไทด์ จะเป็นแร่เหล็กที่คล้ายกับเหล็กไหล บางคนเรียกว่าไหลจีนมี 7 สีจัดเป็นแค่เหล็กเฮมาไทด์ที่ขึ้น7 สีเท่านั้น บางคนก็วัดพลังว่า แร่ 7 สีเฮมาไทด์นี้แทบไม่มีพลัง อย่าลืมครับว่า เหล็กทุกชนิดตามธรรมชาตินั้นสามารถขึ้น 7 สีได้แทบทุกชนิด ก็ต้องแยกให้ออก ถ้าหาเช่าซื้อก็ควรถามคนขายว่านำมาจากไหน เป็นแร่ชนิดไหน มีพลังหรือไม่ได้หรือไม่ หรือเอามาเป็นการค้า ขายไปงั้นไม่รู้ว่าเป็นเหล็กไหลหรือไม่ หรือไม่ก็ไม่รู้แม้นกระทั่งเหล็กไหลที่ขายนั้น กินน้ำผึ้ง หรือต้องการอะไรหรือไม่ เป็นที่น่าเสียดาย บางวัดบางสำนักไม่อาจแยกว่าอันไหนคือเหล็กไหลอันไหนคือเฮมาไทด์ เอาเพียงแค่ว่าข้าขายได้ก็พอ ดังนั้นคนที่จะบูชาคงต้องเลือกจากสถานที่ที่เชื่อถือได้ บางแห่งเป็นพันเป็นหมื่น สุดท้ายเป็นแค่เฮมาไทด์ ดังนั้นใครอยากจะสึกษาให้ถ่องแท้เชิญได้ในงานนิทรรศการวัตถุมงคลธาตุ กายสิทธิ์ที่บ้านมนตราระหว่างวันที่ 15 กรกฏาคม 2555 ถึง 30 สิงหาคม 2555 งานนี้ได้ความรู้เพียบ

แยกกันอยู่เป็นอิสระ จะพบเจอรวมกันก็เฉพาะรังเหล็กไหลที่เป็น ๗ สีเท่านั้น  สีเขียว สีม่วง สีคราม นำเงินนั้นเป็นเหล็กไหลโกฏิปี และเหล็กไหลเจ้าป่า สีเหลือง สีแสด และ แดงอยู่ในตระกูลท้องปลาไหลหรือเหล็กไหลเพลิง โดยแต่ละสีนั้นจะมีฤทธิ์บารมีแตกต่างกันไป โดยปกติเหล็กไหลหนึ่งองค์ก็จะเป็นหนึ่งสี  แต่ที่จะพบว่าในหนึ่งองค์นั้นมีครบ ๗ สี ไม่ค่อยมีนอกจากเหล็กไหลโกฏิปี เท่านั้น ที่สามารถทอสีออกเป็นสีรุ้งได้
ลักษณะรูปพรรณสัณฐานของเหล็กไหลมีอยู่ 2 ชนิด ด้วยกัน คือ

1.ใน ขณะที่พุ่งกระจายออกไปในอากาศธาตุ เมื่อไฟพะเนียงโดยการแตกออกเป็นเม็ดๆ เม็ดเล็กบ้าง เม็ดใหญ่บ้าง เมื่อพุ่งตัวไปในอากาศธาตุ  ก็โดยอุณหภูมิของโลก ทำให้ค่อยๆ เย็นตัวลงโดยอัตโนมัติ รูปร่างลักษณะที่ผ่านการหลอมละลายก็จะค่อยๆ คงรูปในลักษณะต่างๆ  และแข็งแรงทนทานตลอดไปตามกาลเวลา
2. จะค่อยๆ หลอมละลายไปตามพื้นผิวของภูมิประเทศ ยังไม่แข็งตัวไปเสียทีเดียว จึงค่อยๆ ไหลตัวเข้าสู่ป่าดงดิบ ไปอาศัยอยู่ตามเขา ตามป่า ตามถ้ำ และสามารถปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศนั้นได้ ในขณะที่กำลังไหลตัวไปตามสถานที่ต่างๆ ก็จะมีเหล่าเทพเทวา  คนธรรม์ เพชรพญาธร และยักษ์ ฯลฯ เข้าไปจับจอง แย่งชิงเอามาเป็นสมบัติของส่วนตน จึงทำให้เหล็กไหลมีฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น  ในการเหาะเหินเดินอากาศ และแบ่งแยกธาตุขันธ์ออกไปในรูปลักษณะต่างๆ ได้ตามความพอใจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าไปอาศัยอยู่จะให้ยืดหรือหดตัวก็ได้   เพื่อความสะดวกในการใช้ฤทธิ์ของตน

สีต่างๆที่ เข้าไปในวัตถุธาตุที่ตนเองต้องการ จึงทำให้แสง สี เหล่านี้ กลายเป็นตัวบ่งบอกถึงบุญบารมี และฤทธิ์อำนาจของผู้ที่เป็นเจ้าของ และบุญบารมีตามลำดับชั้นของการปฏิบัติฝึกฝนต่อจิตไปโดยปริยาย ดังนี้.

สีดำเป็น สีที่แม่พระธรณีโปรดปรานมากที่สุด สีดำเปรียบเสมือนสิ่งที่ตายไปแล้วจากสภาวะของกิเลสไม่มีสีอื่นๆ เข้ามาแปดเปื้อนหรือเจือปนได้ ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งที่รองรับทุกข์ สุข ดี ชั่ว เอาไว้ได้ทุกอย่างเพื่อที่จะนำไปแยกแยะในสิ่ง ดี ชั่ว ทุกข์ สุข ได้ และยังสามารถที่จะแยกสีต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ภายในสีดำนั้นออกมาให้เป็น แสง สี ต่างๆ ได้ซึงสีดำนั้นเป็นสีแรกของโลก สีดำจึงเป็นสีที่รองรับความทุกข์ยาก ลำบาก ความยากเย็น เข็ญใจต่างๆ จึงทำให้สีดำเป็นสีที่บ่งบอกถึงดี และชั่วอยู่ในตัวมันเอง เพราะพระแม่ธรณี มีหน้าที่จะต้องเป็นฐานรองรับอันยิ่งใหญ่ให้แก่สรรพสัตว์ ที่อาศัยอยู่ภายในโลกธาตุใบนี้

สีเขียว เปรียบ เสมือนนำทะเลอันกว้างใหญ่ที่มีแต่ให้กับมวลมนุษย์สัตว์ สีเขียวเป็นสีประจำของพระโพธิสัตว์ เพราะเป็นสีที่บ่งบอกถึงความมีเมตตาสูงสุด เปรียบเสมือนญาณบารมีของเทพ-พรหม ที่บำเพ็ญเพียรบารมีจนเกิดความบริสุทธิ์ขึ้น ภายในจิตในขั้นของมหาโพธิ์สัตว์ทั้งปวง สีเขียวเป็นสีที่มีแสงสว่าง และมีความสดใสอยู่ในตัวเอง

สีเหลืองสีนี้เปรียบเสมือนธงชัยของพระอรหันต์ ที่มีความเย็น และความสว่าง สุข สงบอยู่ภายในสีเหลืองแห่งนี้ จนกลายเป็นความเลื่อมใสศรัทธาอยู่ในตัวเอง สีนี้เปรียบไปแล้วก็จัดอยู่ในขั้นของพระอรหันต์

สีขาวนวลเป็น สีที่มีความสะอาด สว่าง และความสงบอยู่ในตัวเอง จนทำให้ผู้ที่เข้าไปพบเห็นเกิดความสดใส สะอาดจิต สะอาดใจ หมดไปจากสภาวะของกิเลสรอบๆ จัดอยู่ในขั้นของจิต ที่มีความปรารถนาให้ถึงซึ่งความเป็นพุทธะหรือพุทธภูมิให้จงได้ จึงพยายามที่จะปฏิบัติฝึกฝนต่อจิต เพื่อทำให้ถึงซึ่งความขาวบริสุทธิ์แห่งจิตให้จงได้

สีตองอ่อน หรือสียอดตองนั้นเป็นสีที่พระอรหันต์เจ้า ที่ได้สำเร็จไปแล้วเป็นสีที่มีความนิ่งเฉย เย็นตา เย็นกาย เย็นใจ สำหรับผู้ที่ได้พบเห็น สียอดตองอ่อนนี้เป็นสีของความรักเมตตา อันบริสุทธิ์มีความเสมอภาค ไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว เป็นความเฉยๆที่ไม่ประมาท ไม่ขาดสติของดวงจิต ที่ได้ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

สีเหลืองนวลเหมือนกับพระจันทร์ที่กำลังทรงกลดในคืนวันเพ็ญ เปรียบเสมือนบารมีของพระปัจเจกพุทธเจ้า ถ้าเราได้เข้าไปอยู่ในวงรัศมีนั้น ก็จะทำให้ดวงจิตของเราเกิดความเยือกเย็น อยู่ในกระแสแห่งธรรมเพราะจะทำให้จิตของเราถูกตัดขาดจากอุปกิเลสนานาประการ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขทางใจ เมื่อได้พบเห็นกับแสงบารมีที่เป็นสีเหลืองนวล

สีฟ้านับ เป็นสีพิเศษ ที่มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา มีลักษณะเป็นวงกลมเหมือนกับปากถ้ำ ที่บอกเป็นสีพิเศษนั้นเพราะว่านักปฏิบัติทุกๆ คน เมื่อเริ่มฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็ต้องมีเจอเข้ากับสีฟ้านี้เป็นส่วนใหญ่ แต่พอมาเจอเข้ากับสีฟ้านี้ก็เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าตนเองปฏิบัติสำเร็จแล้ว นี้คือสีแห่งสัจธรรมทั้งปวง ที่มีอยู่ในห้วงของจักรวาล เพราะนี้คือสีของพระอุปันนาระวิถี พระอุปมาระวิถี หรือช่องว่างของผู้ปฏิบัติที่กำลังจะข้ามจากโลกีย์ไปสู่ภาวะของโลกุตตระ สีฟ้าจึงเป็นแต่เพียงสีสำหรับผู้ที่มีความมุ่งหวัง มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติฝึกฝนต่อจิตกันจริงๆ เท่านั้น จึงจะเจอเพราะเป็นสีที่อยู่ถึงกลางระหว่างทางโลกกับทางธรรมที่นักปฏิบัติ ทุกๆคนจะต้องการไปให้จงได้ สีฟ้านั้นเป็นสีที่มีความสดใสและสวยสดงดงามมากที่สุด ถ้าเปรียบไปแล้วเท่ากับญาณบารมีของเทพเทวา ที่กำลังอยู่ในขั้นของมหาเทพ มหาพรหม ที่กำลังปฏิบัติยิ่งๆ ในขั้นของพระยม พระกาฬ และพระนารายณ์ ที่กำลังตั้งจิตใจจะช่วยเหลือหมู่มวลมนุษย์ สัตว์ให้พ้นไปจากกองทุกข์เข้าไปอยู่ในห้องปุททกาปิติเจ้า ขณิกาปิติเจ้า โลกันติกาปิติเจ้า อุพงคาปิติเจ้า และพรรณาปิติเจ้า ถ้าพูดกันในหลักของนักปฏิบัติเขาเรียกจุดนี้ว่า ญาณทัศนะ ๑๖ ที่ใครจะขึ้นหรือใครลงก็อยู่  ณ จุดตรงนี้เอง เหมือนกับเป็นจุดทดสอบหรือเป็นจุดสุดท้ายในการปฏิบัติของจิต เท่ากับเป็นบุญบารมีในขั้นสุดท้ายของนักปฏิบัติก่อนที่จะเข้าสู่โลกกุตตร ธาตุ ในกระแสของพระนิพพานอยู่ในขั้นของมหาโพธิ์สัตว์ ที่สามารถรู้ทางเข้าสู่ห้องพระนิพพานได้ แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าเป็นพระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ และพระนารายณ์ เพราะได้รับโองการมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะคอยช่วยเหลือดูแลพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพุทธทำนายจึงไม่มีสิทธิ์ที่ จะเข้าสู่ห้องพระนิพพาน เพราะปรารถนาในพุทธภูมิเหมือนกัน จึงทำหน้าที่ในการสะสมบุญบารมี เพื่อที่จะนำบุญบารมีเหล่านี้ไปช่วยเหลือเหล่ามวลมนุษย์สัตว์ให้พ้นไปจากกอง ทุกข์ ต้องตั้งใจปฏิบัติกันจริงๆถึงจะเจอสีฟ้านี้ได้เพราะเป็นสีพิเศษ  ในการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิตโดยไม่หวังผลในความสำเร็จใดๆเป็นการตอบแทน  เพราะสีฟ้านี้เป็นสีประจำตัวของมหาโพธิ์สัตว์ ที่กำลังลงมาจุติในโลกมนุษย์ เพื่อที่จะลงมาสร้างบารมี สะสมบารมีเพื่อให้ถึงซึ่งความเป็นพุทธะให้จงได้

สีทอง (เหลืองอ่อน)เปรียบ เสมือนแสงทองของพระอาทิตย์ ที่กำลังจะทอแสงอันสว่างและเจิดจ้าในตอนเช้าตรู่ นับเป็นสีที่สะอาด สว่าง และสงบ อยู่ภายในตัวเอง ภายในสีทอง(เหลืองอ่อนนวล) นั้นมีสีต่างๆมารวมกันอยู่ถึง ๖ สี มารวมกันกลายเป็นสีที่ ๗ คือสีทอง และมีฉัพพรรณรังสี เป็นวงเหมือนกับสายรุ้ง ที่กำลังมารวมตัวผสมผสานเข้าหากันและพร้อมที่จะแตกกระจายออกไป เป็นสีต่างๆได้ถึง ๙ สี คือ สีนำเงิน สีชมพู สีเหลือง สีส้ม สีเขียว สีฟ้า สีขาว   และสีตองอ่อน เราเรียกสีทั้ง ๙ นี้ว่า รัตนะเก้า ซึ่งหมายถึง ฉัพพรรณรังสีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ผ่านการฝึกฝนผ่านแสง สี ต่างๆมาแล้ว จนกลายเป็นมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
นี่คือ ลักษณะของสีสันต่างๆที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติต่อจิต จนกลายเป็นฌานสมาบัติ ของดวงจิตที่ผ่านการฝึกฝนไปตามลำดับของสภาวะจิต จนกลายเป็นแสง สี แห่งบุญบารมีต่างๆ เพื่อ ให้เราได้รู้และเข้าใจว่าเราได้ประพฤติปฏิบัติไปถึงไหนแล้วซึ่งบุญบารมีหรือ แสง สี เหล่านี้เองที่ผู้ปฏิบัติในยุคก่อนชอบที่จะนำไปเก็บสะสมเอาไว้ในวัตถุธาตุ ชนิดต่างๆ เป็น หินแก้วหลากสีสันจำพวก เพชร พลอย มณี นิล แก้วไพฑูรย์ และเหล็กไหลทั้ง ๙ ชนิด สีเหล่านี้เองที่เป็นตัวบ่งบอกถึง พลังแห่งฌานสมาบัติ และฤทธิ์อำนาจต่างๆ ที่ถูกประจุลงไปในวัตถุธาตุจนธาตุนั้นกลายเป็นธาตุกายสิทธิ์มีฤทธิ์ในตัวเอง เนื่อง จากฌานสมาบัติของธรณีธาตุ เต็มไปด้วยพลังอำนาจ ที่มีแต่ความหนักแน่นเข้าไปแฝงอยู่ ซึ่งพญาสมิงเหล็กหรือโคตรเหล็กไหล ที่ได้กลายเป็นธาตุกายสิทธิ์ของเทพเทวาไปแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปรกติเกิดขึ้น ธาตุชนิดนี้ก็สามารถที่จะแสดงฤทธิ์ออกไปได้ในทันทีทันใด เพราะเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีช่องว่างอยู่ภายใน สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของเทพเทวาไปโดยปริยาย

การเรียกเหล็กไหล 7 สี

การ นำเหล็กไหลออกจากถ้ำ ผู้อันเชิญต้องเป็นผู้ทรงวิทยานิคมมีพลังจิตสูง เก่งด้านพระเวทย์สูงแม่นยำ ต้องบรวงสรวงขอต่อผู้เฝ้ารักษา ให้รูปทรง สีสันแพรวพลาว สวยงาม และใช้พระคาถาเรียกฌานเทพเจ้าทุกๆ องค์ และอนูมูลของธาตุที่ล่องลอยอยู่ในห้วงจักรวาลบนโลกใบนี้มาประชุม (ประชุมธาตุ) มารวมตัวกัน และใช้พระคาถาปลุกให้ธาตุ  ดิน น้ำ ลม ไฟ และวิญฌาน ลุกฮือ เรียกให้ยืดย้อยลงมาเป็นเส้นไหลย้อยลงมาเสพน้ำผึ้งที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นใช้พระคาถาสยบใช้จังงัง แล้วข่มตัดด้วยพระคาถา+กระสินไฟ+มีดหมอที่ลงอาคมไว้อย่างเป็นเอกอุ เมื่อเหล็กหลุดออกจากกันจะเกิดประกายแสงสว่างกันทั้งถ้ำ อย่างนี้ที่เขาเรียกว่าเหล็กไหลน้ำหนึ่งจริง (รูปแบบธรรมชาติ เพราะในภูเขาไม่มีเตาหุง หม้อหุง น้ำยาเคมี มีพิมพ์ ไฟฟ้า และหินจีระนัย แร่เหล็ก 7 สี แร่เงิน แร่ทอง ปรอทกรอบ และอื่นๆ ที่อยู่ตามถ้ำต่างๆ ในธรรมชาติ ที่เอาไฟไปรนให้ระลายลงมาเป็นเม็ดๆ หรือลงในหุ่นเทียนที่จัดเตรียมไว้ นั้นไม่เรียกว่าเหล็กไหลน้ำหนึ่ง เรียกว่าการเล่นแร่แปรธาตุ การที่คนเอาไปเอาไฟรนให้ละลายลงมานั้น พลังงาน หรือออร่าจะเหลืองเพียง 20 % เช่นแร่เหล็กที่ทอสี 7 สี เป็นต้น)

พระคาถาต่างๆ ที่ใช้กับเหล็กไหล มีดังนี้.

พระคาถาใช้ภาวนามีหูทิพย์ ตาทิพย์ ว่าดังนี้.
นะอิวะกะอิอะชะนังนัง
พระคาถาเรียกเหล็กไหลใช้มาหา ว่าดังนี้.
คางทางเดินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ของพระอสุริยะเจ้า ข้าขอเรียก.....?


พระคาถาใช้ภาวนาตัดเหล็กไหล ว่าดังนี้. ชะ ค มะ มะ มะ อุ อุ อุ อุ อุ ตะ ตะ ตะ ตะ ยะ มะ ตัส สะ อะ อุ อิอิระนันตัสสะอุตะวะวะวะ นะมะนังนังนังทาตุจิตตัง

ที่มา  http://www.banmontra.com/component/hikashop/product/185--7---7-.html

0 comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...